_gaq.push(['_trackPageview']); _gaq.push(['_trackPageLoadTime']); (function() { var ga = document.createElement('script'); ga.type = 'text/javascript'; ga.async = true; ga.src = ('https:' == document.location.protocol ? 'https://ssl' : 'http://www') + '.google-analytics.com/ga.js'; var s = document.getElementsByTagName('script')[0]; s.parentNode.insertBefore(ga, s); })();

ค้นหาบทความ

บทความล่าสุด

หมวดหมู่

บทความยอดนิยมสูงสุด

บทความทั้งหมด

Pages

Blogroll-พุทธศานาน่ารู้

My website

ตรวจดวง

จำนวนผู้เยี่ยมชม

Visits today: 50 Visits total : 84899

หนังสือธรรมะลดราคา

ปฏิทิน

May 2012
M T W T F S S
« Apr    
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031  

Meta

อานิสงส์ก่อสร้างพระเจดีย์ทราย

สวัสดีครับญาติธรรมทุกๆ ท่าน ช่วงนี้ก็ใกล้เทศกาลสงกรานต์กันแล้ว สำหรับประเพณีที่ดีงามบ้านเราอย่างหนึ่งนอกจาก ประเพณีรดน้ำดำหัว ซึ่งเป็นการแสดงถึงความกตัญญูกตเวทีของลูกหลานแล้ว คนโบราณยังได้นำสิ่งดีๆ มาให้ลูกหลานคือประเพณีก่อเจดีย์ทรายนั่นเองครับ หลายคนอาจมองดูเป็นประเพณีคร่ำครึ แต่จริงๆ กลับแฝงไว้ด้วยกุศโลบายให้ลูกหลานได้บุญใหญ่อย่างที่บางคนไม่รู้ตัว เรื่องนี้มีกล่าวในพระไตรปิฎก ดังนี้ครับ

….ในเมื่อพระองค์เสด็จประทับอยู่ ณ บุพพารามมหาวิหารในนครสาวัตถีได้เทศนาถึงอานิสงส์
ก่อเจดีย์ทรายแล้วตั้งความปรารถนาไว้ เป็นใจความว่าวันหนึ่งเป็นฤดูร้อนอากาศร้อนอบอ้าวมาก
พระเจ้าปัสเสนทิโกศลทรงพักผ่อนพระอิริยาบถให้สบาย ณ หาดทรายริมฝั่งแม่น้ำไม่ห่างจากพระนคร
เท่าใดนักได้ทรงทอดพระเนตรเห็นทรายขาวสะอาดราบเรียบดีนัก มีพระดำริว่าควรทำเป็นรูปเจดีย์ขึ้น
เพื่อบูชาพระรัตนตรัย ดีกว่าที่เราจะมาเดินเล่นโดยเปล่าประโยชน์ เมื่อทรงดำริเช่นนั้น แล้วก็รีบลงมือ
ก่อเป็นรูปเจดีย์ด้วยพระองค์เอง พวกบริวารทั้งหลายที่ตามเสด็จ ก็ลงมือก่อตามไปด้วย เมื่อสำเร็จแล้ว
มองก็เป็นทิวแถวสวยงามเกิดมีความปิติยินดีเป็นที่ยิ่ง เพราะนับดูแล้วมี ๘ หมื่น ๔ พันองค์พระบรม
กษัตริย์ทรงโสมนัสเป็นยิ่งนัก ก็เสด็จกลับมาสู่บุพพารามมหาวิหารถวายอภิวาท แล้วก็นั่งอยู่ส่วนข้าง
หนึ่งแล้วกราบทูลถึงอานิสงส์ของการก่อพระเจดีย์ทรายบูชาพระรัตนตรัย ที่พระองค์ได้ทรงกระทำมา
แล้ว โดยตลอด

…. พระพุทธองค์ทรงโปรดประทานพระธรรมเทศนาว่า มหาราชดูกรมหาบพิตรนรชนหญิง
ชายทั้งหลายเหล่าใด มีศรัทธาเลื่อมใสอุตสาห์พากเพียรพยายาม ทำการก่อสร้างพระเจดีย์ทรายใหญ่น้อย
ก็ดี มีจำนวนถึง ๘ หมื่น ๔ พันองค์นั้น หรือว่าจะมากน้อยแค่ไหนก็ตาม ด้วยศรัทธาอันแรงกล้า ก็จะไม่
ไปสู่อบายภูมิตลอดร้อยชาติ ถ้าเกิดเป็นมนุษย์ ก็จะเป็นผู้มั่งคั่งด้วยทรัพย์สมบัติบริวารเป็นอันมาก ครั้น
ตายไปจากมนุษย์โลก ก็จะไปเกิดในสวรรค์เสวยทิพย์สมบัติ แม้พระตถาคตก็เคยได้กระทำมาแล้ว ใน
ครั้งเป็นพระโพธิสัตว์ บำเพ็ญบารมีอยู่แล้วพระองค์นำอดีตนิทานมาแสดงต่อไปว่า

ครั้งนั้น พระตถาคตได้เกิดในตระกูลอนาถา พอเจริญวัยขึ้นก็ต้องเข้าป่าแสวงหาฟืนมาขายเลี้ยงชีพ กระทำอย่าง
นี้เป็นอาจิณ อยู่มาวันหนึ่งได้เห็นทรายขาวสะอาดบริสุทธิ์ผุดผ่องในราวป่า ก็มีจิตผ่องใสศรัทธาใคร่จะ
ก่อพระเจดีย์บูชาพระรัตนตรัย จึงสละเวลาไม่ตัดฟืนทั้งวัน ได้ก่อพระเจดีย์ทรายเสร็จแล้วได้ฉีกผ้าห่ม
ผืนหนึ่งปักเป็นธงชัย แล้วบูชาพระรัตนตรัยในพุทธบาทศาสดาของพระติสสะสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วตั้ง
ความปรารถนาว่า ขอให้ข้าพเจ้าได้สำเร็จพระโพธิญาณ ในอนาคตกาลโน้นเทอญ ครั้นทำลายขันธ์แล้ว
ไปเกิดอยู่ชั้นดาวดึงส์มีวิมานสูง ๑๒ โยชน์ เสวยทิพย์สมบัติอยู่ถึง ๒ พันปีทิพย์ เมื่อสิ้นอายุขัยแล้วได้
จุติมาเกิดเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าพาราณสี ได้ท่องเที่ยวอยู่ในมนุษย์โลก บำเพ็ญบารมีญาณจน
เต็มเปี่ยมดีแล้ว จึงได้มาอุบัติเป็นพระตถาคต ดังที่มหาบพิตรปรารภอยู่ขณะนี้ เมื่อจบพระธรรมเทศนา
ลงแล้ว พระเจ้าปัสเสนทิโกศล พร้อมด้วยบริวารทั้งหลายก็มีความยินดีโสมนัส ในการที่พระองค์ทรง
ก่อ พระเจดีย์ทรายบูชาคุณพระรัตนตรัยโดยไม่เปล่าประโยชน์

 

นอกจากนี้ยังมีหลักฐานที่กล่าวถึงอานิสงส์ของการก่อเจดีย์ทรายอีกดังนี้

*****************************************************************************

ปุฬินถูปิยเถราปทานที่ ๘

ว่าด้วยผลแห่งการก่อสถูปเจดีย์

[๘๘] ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์ มีภูเขาลูกหนึ่งชื่อยมกะ เราได้ทำอาศรม
สร้างบรรณศาลาไว้ที่ภูเขานั้น เราเป็นชฎิลผู้มีตบะใหญ่มีนามชื่อว่า
นารทะ ศิษย์สี่หมื่นคนบำรุงเรา ครั้งนั้น เราเป็นผู้หลีกออก
เร้นอยู่ คิดอย่างนี้ว่า มหาชนบูชาเรา เราไม่บูชาอะไรๆ เลย ผู้ที่
จะกล่าวสั่งสอนเราก็ไม่มี ใครๆ ที่จะตักเตือนเราก็ไม่มี เราไม่มี
อาจารย์และอุปัชฌาย์ อยู่ในป่า ศิษย์ผู้ภักดีพึงบำรุงใจครูทั้งคู่ได้
อาจารย์เช่นนั้นของเราไม่มี การอยู่ในป่าจึงไม่มีประโยชน์ สิ่งที่ควร
บูชาเราควรแสวงหาสิ่งที่ควรเคารพก็ควรแสวงหาเหมือนกัน เราจัก
ชื่อว่าเป็นผู้มีที่พึ่งพำนักอยู่ ใครๆ จักไม่ติเราได้ ในที่ไม่ไกลอาศรม
ของเรา มีแม่น้ำซึ่งมีชายหาด มีท่าน้ำราบเรียบ น่ารื่นรมย์ใจ
เกลื่อนไปด้วยทรายที่ขาวสะอาด ครั้งนั้น เราได้ไปยังแม่น้ำชื่ออมริกา
ตะล่อมเอาทรายมาก่อเป็นเจดีย์ทรายพระสถูปของพระสัมพุทธเจ้าผู้ทำที่
สุดภพ เป็นมุนี ที่ได้มีแล้ว เป็นเช่นนี้ เราได้ทำสถูปนั้นให้เป็น
นิมิต เราก่อพระสถูปที่หาดทรายแล้วปิดทอง แล้วเอาดอกกระดึง
ทอง ๓๐๐ ดอกมา เราเป็นผู้มีความอิ่มใจ ประนมกรอัญชลี
นมัสการทั้งเวลาเย็นเวลาเช้า ไหว้พระเจดีย์ทราย เหมือนถวายบังคม
พระสัมพุทธเจ้าในที่เฉพาะพระพักตร์ ฉะนั้น ในเวลาที่กิเลสและ
ความตรึกเกี่ยวด้วยกามเกิดขึ้น เราย่อมนึกถึง เพ่งดูพระสถูปที่ได้
ทำไว้ เราอาศัยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้นำสัตว์ออกจากที่กันดาร ผู้นำ
ชั้นพิเศษ ตักเตือนตนว่าท่านควรระวังกิเลสไว้ แน่ะท่านผู้นิรทุกข์
การยังกิเลสให้เกิดขึ้นไม่สมควรแก่ท่าน ครั้งนั้น เมื่อเราคำนึงถึง
พระสถูปย่อมเกิดความเคารพขึ้นพร้อมกัน เราบรรเทาวิตกที่น่าเกลียด
เสียได้เปรียบเหมือนช้างตัวประเสริฐ ถูกเครื่องแทงหูเบียดเบียน
ฉะนั้น เราประพฤติอยู่เช่นนี้ได้ถูกพระยามัจจุราชย่ำยี เราทำกาลกิริยา
ณ ที่นั้นแล้ว ได้ไปยังพรหมโลก เราอยู่ในพรหมโลกนั้นตราบเท่า
หมดอายุ แล้วมาบังเกิดในไตรทิพย์ ได้เป็นจอมเทวดาเสวยราช
สมบัติในเทวโลก ๘๐ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๓๐๐ ครั้ง
และได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์ โดยคณนานับมิได้ เราได้
เสวยผลของดอกกระดึงทองเหล่านั้น ดอกกระดึงทอง ๒๒,๐๐๐ ดอก
แวดล้อมเราทุกภพ เพราะเราเป็นผู้บำเรอพระสถูป ฝุ่นละอองย่อมไม่
ติดกับตัวที่ตัวเรา เหงื่อไม่ไหล เรามีรัศมีซ่านออกจากตัว โอ
พระสถูป เราได้สร้างไว้ดีแล้ว แม่น้ำอมริกาได้เห็นดีแล้ว เราได้
บรรลุบทอันไม่หวั่นไหวก็เพราะได้ก่อพระสถูปทราย อันสัตว์ผู้
ปรารถนาจะกระทำกุศลควรเป็นผู้ยึดเอาสิ่งที่เป็นสาระ ไม่ใช่เป็นด้วย
เขตหรือไม่ใช่เขตความปฏิบัตินั่นเองเป็นสาระ บุรุษผู้มีกำลัง มีความ
อุตสาหะที่จะข้ามทะเลหลวง พึงถือเอาท่อนไม้เล็ก วิ่งไปสู่ทะเล
หลวงด้วยคิดว่า เราอาศัยไม้นี้จักข้ามทะเลหลวงไปได้ นรชนพึงข้าม
ทะเลหลวงไปด้วยความเพียรอุตสาหะ แม้ฉันใด เราก็ฉันนั้นเหมือน
กัน อาศัยกรรมเล็กๆ น้อยๆ ที่ได้ทำไว้แล้ว จึงข้ามพ้นสงสาร
ไปได้ เมื่อถึงภพสุดท้าย เราอันกุศลมูลตักเตือนแล้วเกิดในสกุล
พราหมณ์มหาศาลอันมั่งคั่ง ในพระนครสาวัตถี มารดาบิดาของเรา
เป็นคนมีศรัทธานับถือพระพุทธเจ้า ท่านทั้งสองนี้เป็นผู้เห็นธรรมฟัง
ธรรม ประพฤติตามคำสอน ท่านทั้งสองถือเอาผ้าลาดสีขาว มีเนื้อ
อ่อนมากที่ต้นโพธิ์มาทำพระสถูปทองนมัสการในที่เฉพาะพระพักตร์
แห่งพระศากยบุตรทุกเย็นเช้าในวันอุโบสถ ท่านทั้งสองนำเอา
พระสถูปทองออก กล่าวสรรเสริญคุณพระพุทธเจ้า ยับยั้งอยู่ตลอด
๓ ยาม เราได้เห็นพระสถูปเสมอ จึงระลึกถึงเจดีย์ทรายขึ้นได้
นั่งบนอาสนะอันเดียวได้บรรลุอรหัตแล้ว.

จบ ภาณวารที่ ๒๒.

เราแสวงหาพระพุทธเจ้าผู้เป็นปราชญ์นั้นอยู่ได้เห็นพระธรรมเสนาบดี
จึงออกจากเรือนบรรพชาในสำนักของท่าน เราได้บรรลุอรหัตแต่
อายุ ๗ ขวบ พระพุทธเจ้าผู้มีพระปัญญาจักษุทรงทราบคุณวิเศษของ
เราจึงให้เราอุปสมบท เรามีการกระทำอันบริบูรณ์ดีแล้ว แต่ยังเป็น
ทารกอยู่ทีเดียว ทุกวันนี้ กิจที่ควรทำในศาสนาของพระศากยบุตร
เราทำเสร็จแล้ว ข้าแต่พระฤาษีผู้มีความเพียรใหญ่ สาวกของ
พระองค์เป็นผู้ล่วงพ้นเวรภัยทุกอย่าง ล่วงพ้นความเกี่ยวข้องทั้งปวง
นี้เป็นผลแห่งพระสถูปทอง เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว … พระพุทธ
ศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระปุฬินถูปิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบ ปุฬินถูปิยเถราปทาน.

***********************************************************************

ปุฬินุปปาทกเถราปทานที่ ๗

ว่าด้วยผลแห่งการก่อเจดีย์ทราย

[๗๗] เราเป็นดาบสชื่อเทวละ อาศัยอยู่ที่ภูเขาหิมพานต์ ที่จงกรมของเรา
เป็นที่อันอมนุษย์ เนรมิตให้ ณ ภูเขานั้น ครั้งนั้นเรามุ่นมวยผม
สะพายคนโทน้ำ เมื่อจะแสวงหาประโยชน์อันสูงสุด ได้ออกจากป่า
ใหญ่ไป ครั้งนั้น ศิษย์ ๘,๔๐๐๐ คน อุปัฏฐากเรา เขาทั้งหลาย
ขวนขวายเฉพาะกรรมของตนอยู่ในป่าใหญ่ เราออกจากอาศรมก่อ
พระเจดีย์ทรายแล้วรวบรวมเอาดอกไม้นานาชนิดมาบูชาพระเจดีย์นั้น
เรายังจิตให้เลื่อมใสในพระเจดีย์นั้นแล้ว เข้าไปสู่อาศรม พวกศิษย์
ได้มาประชุมพร้อมกันทุกคนแล้ว ถามถึงความข้อนี้ว่า ข้าแต่
ท่านผู้ประเสริฐ สถูปที่ท่านนมัสการก่อด้วยทราย แม้ข้าพเจ้า
ทั้งหลายก็อยากจะรู้ ท่านอันข้าพเจ้าทั้งหลายถามแล้วขอจงบอกแก่
ข้าพเจ้าทั้งหลาย.
เราตอบว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายผู้มีพระจักษุ มียศใหญ่ ท่านทั้งหลาย
ได้พบแล้วในบทมนต์ของเรามิใช่หรือ เรานมัสการพระพุทธเจ้าผู้
ประเสริฐสุดมียศใหญ่เหล่านั้น.
ศิษย์เหล่านั้นได้ถามอีกว่า พระพุทธเจ้าผู้มีความเพียรใหญ่รู้
ไญยธรรมทั้งปวง ทรงเป็นผู้นำโลกเหล่านั้น เป็นเช่นไร มีคุณเป็น
อย่างไร มีศีลเป็นอย่างไร พระพุทธเจ้าผู้มีพระยศใหญ่เหล่านั้นเป็น
ดังฤา.
เราได้ตอบว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลาย มีพระมหาปุริสลักษณะ
๓๒ ประการ มีพระทนต์ครบ ๔๐ ทัศ มีดวงพระเนตรดังตาแห่ง
โคและเหมือนผลมะกล่ำ อนึ่ง พระพุทธเจ้าเหล่านั้นเมื่อเสด็จดำเนิน
ไป ก็ย่อมทอดพระเนตรดูเพียงชั่วแอก พระชานุของพระองค์ไม่
ลั่น ใครๆ ไม่ได้ยินเสียงที่ต่อ อนึ่ง พระสุคตทั้งหลาย เมื่อ
เสด็จดำเนินไป ย่อมไม่รีบร้อนเสด็จดำเนินไป ทรงก้าวพระบาท
เบื้องขวาก่อน นี้เป็นธรรมดาของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย และ
พระพุทธเจ้าเหล่านั้น เป็นผู้ไม่หวาดกลัว เปรียบเหมือน
ไกรสรมฤคราช ฉะนั้น พระพุทธเจ้าเหล่านั้น ไม่ทรงยกพระองค์
และไม่ทรงข่มขี่สัตว์ทั้งหลาย ทรงหลุดพ้นจากการถือตัว และดู
หมิ่น ท่านเป็นผู้มีพระองค์เสมอในสัตว์ทั้งปวง พระพุทธเจ้า
ทั้งหลายเป็นผู้ไม่ทรงยกพระองค์ นี้เป็นธรรมดาของพระพุทธเจ้า
ทั้งหลาย และพระพุทธเจ้าทั้งหลายเมื่อเสด็จอุบัติขึ้นพระองค์
ทรงแสดงแสงสว่าง ทรงประกาศวิการ ๖ ทั่วพื้นแผ่นดินนี้ทั้งสิ้น
ทั้งพระองค์ทรงเห็นนรกด้วย ครั้งนั้น ไฟนรกดับ มหาเมฆยังฝนให้
ตก นี้เป็นธรรมดาของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย พระพุทธเจ้าผู้มหานาค
เหล่านั้น เป็นเช่นนี้ พระพุทธเจ้าผู้มียศใหญ่เหล่านั้น ไม่มีใคร
เทียมเท่า พระตถาคตทั้งหลาย เป็นผู้มีพระคุณหาประมาณมิได้ ใครๆ
ไม่เกินพระองค์ไปโดยเกียรติคุณ.
ศิษย์ทุกคนเป็นผู้มีความเคารพ ชื่นชมถ้อยคำของเรา ต่างได้ปฏิบัติ
เช่นนั้น ตามสติกำลัง พวกเขามีความเพลิดเพลินในกรรมของตน
เชื่อฟังถ้อยคำของเรา มีฉันทะอัธยาศัยน้อมไปในความเป็น
พระพุทธเจ้า พากันบูชาพระเจดีย์ทราย ในกาลนั้น เทพบุตรผู้มียศ
ใหญ่ จุติจากชั้นดุสิต บังเกิดในพระครรภ์ของพระมารดา หมื่น
โลกธาตุหวั่นไหว เรายืนอยู่ในที่จงกรมไม่ไกลอาศรม ศิษย์ทุกคน
ได้มาประชุมพร้อมกันในสำนักของเรา ถามว่า แผ่นดินบันลือลั่น
ดุจโคอุสภะ คำรณดุจมฤคราช ร้องดุจจระเข้ จักมีผลเป็นอย่างไร.
เราตอบว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใดที่เราประกาศ ณ ที่ใกล้
พระสถูปคือกองทราย บัดนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้มีโชค เป็น
ศาสดา พระองค์นั้น เสด็จลงสู่พระครรภ์พระมารดาแล้ว.
เราแสดงธรรมกถาแก่พวกศิษย์เหล่านั้นแล้ว กล่าวสดุดีพระมหามุนี
ส่งศิษย์ของตนไปแล้ว นั่งขัดสมาธิ ก็เราเป็นผู้สิ้นกำลังหนอ
เจ็บหนัก ระลึกถึงพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ทำกาลกิริยา ณ
ที่นั้นเอง ครั้งนั้น ศิษย์ทุกคนพร้อมกันทำเชิงตะกอนแล้ว ยกซาก
ศพของเราขึ้นเชิงตะกอน พวกเขาล้อมเชิงตะกอน ประนมอัญชลี
เหนือเศียร อันลูกศรคือ ความโศกครอบงำ ชวนกันมาคร่ำครวญ
เมื่อศิษย์เหล่านั้นพิไรรำพันอยู่ เราได้ไปใกล้เชิงตะกอน สั่งสอน
พวกเขาว่า เราคืออาจารย์ของท่าน แน่ะท่านผู้มีปัญญาดีทั้งหลาย
ท่านทั้งหลายอย่าได้เศร้าโศกเลย ท่านทั้งหลายควรเป็นผู้ไม่
เกียจคร้าน พยายามในประโยชน์ของตน ทั้งกลางคืนและกลางวัน
ท่านทั้งหลายอย่าได้ประมาท ควรทำขณะเวลาให้ถึงเฉพาะ เราพร่ำ
สอนศิษย์ของตนแล้วกลับไปยังเทวโลก เราได้อยู่ในเทวโลกถึง
๑๘ กัป ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๕๐๐ ครั้ง และได้เสวยราช
สมบัติในเทวโลกเกินร้อยครั้ง ในกัปที่เหลือ เราได้ท่องเที่ยวไป
อย่างสับสน แต่ก็ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการก่อเจดีย์ทราย
ในเดือนที่ดอกโกมุทบาน ต้นไม้เป็นอันมากต่างก็ออกดอกบานฉันใด
เราก็เป็นผู้อันพระศาสดาผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ให้บานแล้วในสมัย
ฉันนั้นเหมือนกัน ความเพียรของเรานำธุระน้อยใหญ่ไป นำเอา
ธรรมที่เป็นแดนเกษมจากโยคะมา เราตัดกิเลสเครื่องผูก ดังช้างตัด
เชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราได้
สรรเสริญพระพุทธเจ้าใด ด้วยการสรรเสริญนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย
นี้เป็นผลแห่งการสรรเสริญ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว … พระพุทธ-
ศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระปุฬินุปปาทกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบ ปุฬินุปปาทกเถราปทาน.

*****************************************************

วิปัสสนาแบบธรรมชาติ

(หลวงพ่อพระราชพรหมยาน)

นักวิปัสสนาที่ยังต้องอาศัยเวลาที่สงัด ยังต้องยึดแบบนั้น ท่านว่ายังไกลต่อมรรคผลมาก นักวิปัสสนาที่เข้าระดับวิปัสสนาจริง ท่านเอาธรรมชาติที่ปรากฏเฉพาะหน้าเป็นเครื่องพิจารณา ขั้นแรกจงเข้าใจคำว่า ” วิปัสสนา ” เสียก่อน คำว่า ” วิปัสสนา แปลว่า รู้แจ้งเห็นจริงตามความเป็นจริง ” วิปัสสนาท่านแปลว่าอย่างนั้น หรือจะพูดเป็นภาษาไทยแท้ก็ได้ความว่ายอมรับนับถือกฎธรรมดา เมื่อได้ความอย่างนี้แล้ว การเจริญวิปัสสนาก็ไม่มีอะไรยาก ความจริงวิปัสสนา
นี้มีวิธีเจริญง่ายมาก ง่ายกว่าระดับสมาธิมาก คือยกอารมณ์ให้เข้าถึงความเป็นจริงคล้อยตามความเป็นจริงไม่ฝืนความจริงรับรู้รับทราบตามกฎของความเป็นจริงตลอดเวลาและไม่พยายามฝ่าฝืนกฎธรรมดาเป็นอันขาด

กฎธรรมดา

กฎของธรรมดามีอย่างนี้ไม่ว่าอะไรที่เราได้มาหรือเห็นอยู่ตามกฎที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็คือ เมื่อมันเกิดมาใหม่ มันเป็นของใหม่ แต่ต่อไปมันจะค่อย ๆ เก่าลงทุกทีตามวันเวลาที่ล่วงไปแล้ว ในที่สุดมันก็จะต้องแตกทำลาย สิ่งที่มีชีวิตต้องตาย สิ่งที่ไม่มีชีวิตต้องผุพัง กฎธรรมดามีเท่านี้จะเป็นใครก็ตามแม้แต่ตัวเรา ลูกเรา หลานเราไม่ว่าท่านผู้วิเศษที่ไหนเป็นอย่างนี้เหมือนกันหมดจำเข้าไว้และคิดคำนึงไว้เป็นปกติ อย่าคิดเฉย พยายามทำอารมณ์จิตให้เข้าระดับจริง ๆ คือคิดแล้วปลงด้วย

โดยปลงว่าก็อะไร ๆ มันไม่แน่นอนอย่างนี้เราควรหรือที่จะยึดจะเกาะสิ่งทั้งหมดที่เห็นที่มีอยู่และกำลังจะมีว่ามันเป็นเราเป็นของเราถ้าคิดอย่างนั้นมันก็ผิดถนัด เป็นการหลอกหลอนตัวเอง เพราะมันต้องเก่า ต้องทำลายเมื่อมันมีสภาพอย่างนี้ทั้งหมด โลกก็การเกิดในโลกที่เต็มไปด้วยความกลับกลอกหลอกหลอนโกหกมดเท็จอย่างนี้ มีอะไรเป็นของน่ารัก น่าทะนุถนอม น่าปรารถนาบ้าง พยายามคิด ๆ ให้เห็นว่าความจริงมันน่าเบื่อจริง ๆ ไม่ว่าคนหรือสัตว์ แม้แต่วัตถุที่ไม่มีวิญญาณ หาอะไรคงสภาพไม่มี พยายามแสวงหา สะสมกันเสียพอแรง แต่แล้วก็ผิดหวัง เมื่อจะหามา เลือกแล้วเลือกอีกเอาสวย ๆ งามที่สุดเท่าที่จะหาได้ ดูทนทานแข็งแรงที่สุดเท่าที่จะมีในโลกนี้ แล้วมีอะไรเกิดขึ้นเมื่อได้มาแล้วมันจะค่อย ๆ คลายความสวยลง แล้วก็เริ่มคร่ำคร่าลงทุกวันทุกเวลา ในที่สุดก็พัง

โลกคือความเกิด เต็มไปด้วยความคร่ำคร่าผุพัง น่าเบื่อหน่ายน่าเอือมระอาเป็นที่สุดต่อเมื่ออาการพังทะลายปรากฎ ทำจิตอย่าให้หวั่นไหว เพราะเราทราบแล้วว่า มันต้องเป็นอย่างนั้น ยิ้มรับความสลายตัวของทรัพย์สินด้วยอารมณ์ชื่นบาน และรับทราบมีอารมณ์ปกติเมื่อความตายมาถึงตน มีความชื่นบานด้วยความคิดว่าดีแล้ว โลกที่ศิวิไลซ์ด้วยความปลิ้นปล้อนตลบตะแลง เราสิ้นชาติสิ้นภพกันที การสิ้นลมปราณคราวนี้เป็นการสิ้นทุกอย่างเราจะไม่มีทุกข์อีก เพราะเราไม่ปรารถนาความเกิดอีก ขึ้นชื่อว่าชาติภพความเกิดจะเกิดในแดนใดเราไม่ต้องการ มีสถานเดียวคือพระนิพพานเท่านั้น เป็นสถานที่เราปรารถนาทำอารมณ์พอใจในพระนิพพานให้เป็นปกติ

สร้างความรู้สึกตามกฎธรรมดารู้เกิด รู้เสื่อม รู้สลายของของทุกชนิด จนมีอารมณ์ปกติไม่หวั่นไหวในเมื่อมรณภัยมาถึงสมบัติ ญาติ บุตร สามี ภรรยา ในที่สุดแม้แต่ตัวเรา อารมณ์เป็นปกติอย่างนี้ตลอดวัน ไม่ดีใจในเมื่อมีลาภ ได้ยศ รับคำสรรเสริญ มีความสุข ไม่หวั่นไหว ในเมื่อสิ้นลาภสิ้นยศ ถูกนินทามีความทุกข์ เท่านี้น่าภูมิใจได้แล้ว ท่านสิ้นภาระในทุกขภัยแล้ว ต่อไปท่านมีพระนิพพานเป็นที่ไปแน่นอน นักวิปัสสนาญาณเจริญอย่างนี้โดยที่เห็นรูปกระทบตลอดวัน ท่านจึงจะนับว่าเป็นนักวิปัสสนาญาณแท้ และเข้าวิปัสสนาจริง ถ้ายังรอวัน รอเวลาหาที่สงัดอยู่แล้วยังหรอกท่าน ยังไกลคำว่าวิปัสสนามากนัก ขอยุติวิปัสสนาตามธรรมชาติโดยย่อไว้เพียงเท่านี้

การชำระหนี้สงฆ์

พระธรรมคำสอน..พระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีฯ วัดท่าซุง)

พวกเราบางคนเคยหยิบฉวยสิ่งของที่เป็นสมบัติของวัดหรือของสงฆ์ เช่น ก้อนหิน ก้อนดิน ผลไม้ ดอกไม้ ใบไม้ หรือบางทีทรายติดรองเท้าเรากลับออกมาจากวัด ฯลฯ แล้วเราเองก็ไม่ได้ทำบุญ บางทีเหตุการณ์เช่นนี้ อาจจะเกิดขึ้นตอนเราเป็นเด็กๆ ชอบซุกซนบ้างเป็นต้น ฉะนั้น ในบางครั้ง เราเข้าวัดและบางทีไปใช้ธูปเทียนวัดบ้างเพื่อจุดธูปไหว้พระ อาจจะดื่มน้ำมนต์และอาศัยไฟฟ้าของทางวัด เช่น พัดลม เป็นต้น แล้วลืมทำบุญ ฉะนั้นจะทำให้เราเป็นหนี้สงฆ์ทันทีโดยไม่รู้ตัวดังนั้น เพื่อไม่ให้ต้องติดหนี้สงฆ์ไปถึงภพหน้าชาติหน้า ซึ่งเราเองก็ไม่ทราบว่าเราจะไปเกิดที่ใดภพใด จะมีโอกาสได้พบพระพุทธศาสนาหรือไม่ ฉะนั้น เพื่อเป็นการไม่ประมาทจึงควรถือโอกาสชำระหนี้สงฆ์ตั้งแต่วันนี้ทันทีที่มีโอกาสไปวัด เมื่อได้ไปทำบุญที่วัดใด คอยสังเกตตู้ที่ทางวัดเขาตั้งใจให้เราใส่เงินทำบุญเพื่อชำระหนี้สงฆ์ จะได้ไม่ติดค้างไปภพหน้าต่อไป

  การชำระหนี้สงฆ์ 

   พระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีฯ)

                   หลวงพ่อสอนให้ลูกศิษย์และญาติโยมรู้จักชำระหนี้สงฆ์ และแนะนำให้สร้างพระชำระหนี้สงฆ์  พร้อมทั้งนำเกร็ดความรู้ที่ได้ประสบมาเล่าให้ฟัง  เพื่อจะเป็นประโยชน์ต่อท่านทั้งหลาย  จะได้นำไปประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้อง  อีกทั้งจะได้เป็นเครื่องป้องกันตัวเองและผู้อื่นไม่ให้กระทำความชั่วต่าง ๆ  ที่เกี่ยวกับของสงฆ์อีก  ท่านเล่าในหนังสือประวัติหลวงพ่อปานว่า

                         ของทุกอย่างที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสมบัติของสงฆ์แล้ว  จะเป็นสิ่งของหรือวัตถุเครื่องใช้อะไรก็ตาม  จะมีราคามากหรือน้อยก็ตาม  ผู้ที่นำไปใช้โดยพละการ  หรือทำสิ่งของเหล่านั้นเสียหาย  จะต้องนำสิ่งของเหล่านั้นมาทดแทนให้เหมือนเดิม  ไม่เช่นนั้นจะทำให้ผู้ล่วงละเมิดลงสู่อเวจีมหานรกได้โดยง่าย

                         อย่างวัดร้างที่ปรากฎว่าเป็นดินเปล่า  ไม่มีฐานะแสดงว่าเป็นวัด  หรือบางแห่งแสดงฐานะว่าเป็นวัด  แต่อยู่ในป่าในดง  หรือวัดที่มีพระอยู่ก็ตาม  เราจะนำสิ่งของอะไรมาก็ตามในเขตนั้น  จะเป็นต้นหญ้าสักต้น  ไม้หักสักอัน  เขาก็ถือว่าของเหล่านั้นเป็นของสงฆ์ หรือว่าถ้าใครยึดแผ่นดินของสงฆ์ไว้เป็นสมบัติส่วนตัวละก็  ถือว่าซวยขนาดหนัก  แบบนี้มีผู้เรืองอำนาจรุกรานสงฆ์เคยตกนรกขั้นขุมที่ 7 มาแล้ว  ขุมนี้หนักมาก รองจากอเวจีมหานรก เพราะอะไร เพราะบุกรุกที่ดินของวัด  ถึงแม้จะไม่มีเจตนาโกง  วัดก็เป็นวัดร้าง  แต่ไม่รู้ว่าเป็นวัดร้าง  แค่นี้ก็ตกนรกขุมที่ 7 จะมาอ้างว่าไม่รู้ ไม่เจตนาไม่ได้  มีความผิดหมด  หรือว่ามีไม้ลอยมาหน้าบ้าน  เราเห็นว่าไม่มีเจ้าของ  เอาเข้ามาทำฟืน  แต่ถ้าไม้นั้นมาจากวัด ก็เป็นไม้ของสงฆ์  ไปเอาเข้ามันก็บาป ต้นหญ้าต้นฟางที่มันอยู่กลางทุ่ง  สถานที่นั้นอาจจะเคยเป็นวัดมาก่อนก็ได้  เขาเคยถวายเป็นของสงฆ์  แต่ว่าสภาพของวัดมันสูญไป  ของที่อยู่ในนั้นทั้งหมด  แม้แต่แผ่นดินก็ยังเป็นของสงฆ์  เราไปเอาต้นหญ้ามาต้นเดียวก็บาป  แล้วโทษของสงฆ์หนักมาก  เรียกว่าขั้นอเวจีขั้นเดียว  มีระดับเดียว ระดับอื่นไม่มี

                         หลวงพ่อปานท่านก็ชวนชาวบ้านชำระหนี้สงฆ์  ว่าใครจะชำระหนี้สงฆ์บ้าง  ด้วยจำนวนเท่าไหร่ก็ตาม  เอามารวมกันแล้วประกาศต่อหน้าสงฆ์  ขอชำระหนี้สงฆ์  คือว่าวัดร้างที่ปรากฎมีเป็นวัดก็ตาม  หรือไม่ปรากฎเป็นวัดก็ตาม  วัดที่มีพระก็ตาม  วัดไหนก็ได้ ทำไปโดยเจตนาว่ารู้ว่าเป็นของสงฆ์ก็ตาม ไม่รู้ก็ตาม  แต่สิ่งเหล่านั้นย่อมไม่ทราบค่าราคาของ  ถือว่าเป็นของเล็กน้อย  ข้าพเจ้าทั้งหลายขอชำระหนี้สงฆ์ด้วยจำนวนเงินเท่านี้  ถ้าพระสงฆ์ทั้งหลายเห็นสมควรก็ขอให้สาธุขึ้นให้พร้อมกัน  ถ้าพระสงฆ์ทั้งหลายไม่เห็นสมควรก็ขอให้นิ่งอยู่  ถ้าพระทั้งหมดสาธุพร้อมกันเป็นอันว่าใช้ได้ ชำระกันแบบนี้ทุกปี  ท่านบอกว่าค่อย ๆ ทำไป  เรื่องนี้มันเป็นเรื่องหนัก 

                        ในเมื่อพระสงฆ์สาธุ  ท่านจะมอบเงินจำนวนนั้นเป็นสมบัติของสงฆ์  เป็นสิทธิของสงฆ์ที่พึงใช้  จะใช้ได้ก็ต้องเอาเงินจำนวนนั้นไปใช้ในการก่อสร้างหรือบำรุงสงฆ์  ท่านทั้งหลายอาจสงสัยว่า  ของต่าง ๆ  ที่เป็นสิ่งก่อสร้างก็ดี  วัสดุเครื่องใช้ต่าง ๆ ก็ดี  หรือต้นไม้ใบหญ้าก็ดี ของที่อยู่ในวัดทั้งหมด  ถ้าหากเรารื้อแทนของเดิม  ทั้งนี้ เพราะทรัพย์สินต่าง ๆ ที่เขาสร้างไว้ในวัด  เขาไม่สร้างให้พระองค์ใดองค์หนึ่ง    เขาสร้างเพื่อถวายบูชาพระพุทธเจ้า  คำว่าของสงฆ์นี่น่ะ ต้องหมายถึงพระพุทธเจ้าเป็นประธาน  เป็นของส่วนกลาง  ไม่มีใครหรอกที่จะถือสิทธิ์ว่าเป็นของฉัน  จะมาชี้ว่าสมบัตินี้เป็นของฉัน  เป็นของส่วนตัว ถ้าทำอย่างนั้น  จะต้องลงนรกหมด  เรื่องนรกนี้เขาไม่เว้นใครหรอก 

                        ของในวัดก็เหมือนกัน  ถ้าพระองค์ใดปลูกไว้  ถ้าเขาสึกแล้วก็ตาม  เขาตายแล้วก็ตาม  ของเหล่านั้นเป็นของสงฆ์  ถ้าว่าเขาตายหรือสึกไปแล้ว  พระองค์ใดองค์หนึ่งจะถือเป็นทายาทกันเองก็ดี  ใช้เองก็ดี  ทำอย่างนั้นไม่ได้  เพราะเป็นของสงฆ์เสียแล้ว  เวลาจะกินจะใช้ก็ต้องประชุมสงฆ์ต้องลงมติอนุมัติ  จึงจะถือว่าไม่เป็นโทษ

                         ก็มีตัวอย่างเรื่องหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้  มีพระองค์หนึ่ง ชื่อ อาจารย์ทิม  สำหรับอาจารย์ทิมนี่รุ่นเดียวกัน  อยู่ที่สุพรรณบุรี  เป็นนักก่อสร้าง  พระองค์นี้เป็นพระดีมาก  ระเบียบวินัยก็ดี  เจริญสมถภาวนาก็ดี  แต่ว่าโทษมันมีอยู่อย่างหนึ่ง แกป่วยครั้งหลังสุด กำลังก่อสร้างโบสถ์ สตางค์ส่วนตัวแกไม่มี  ได้มาก็จ่ายไป  ทีนี้แกป่วย  สตางค์ส่วนตัวแกไม่มี  หมอเขาบอกว่าต้องต้มยาหม้อในราคาหกสิบบาท  ท่านก็เลยขอยืมเงินที่เขาสร้างโบสถ์ก่อน  ฉันหายแล้ว  เวลาใครเขาเอาเงินมาถวายก็จะใช้คืน

                         พอปี 2508  ดันตายเสียได้  ไอ้เงินหกสิบบาทดันเป็นพิษ  พระทิมไปนั่งจ๋องที่สำนักพระยายม  เวลาทุ่มเศษ ๆ กำลังนอนสบาย ๆ  เห็นเทวดาองค์หนึ่งเป็นพวกวชิระ  มายืนปลายเท้า กราบ กราบ  ถามว่า มาทำไม  เขาบอกว่า ท่านใหญ่ให้นิมนต์ไปพบครับ  เลยบอกว่า แกไปข้างหน้า  ฉันตามไป  ตามไปหน่อยเดียวแกบอกว่า  “เดี๋ยวผมไปตามอีกสององค์  แกไปตามอีกสององค์  เราก็ตรงไป  พอถึงก็พบท่านทิมอยู่ที่สำนักพระยายม  จึงถามว่า ไง…..มานั่งอยู่ที่นี่เล่า  แกก็บอกว่า  เป็นหนี้สงฆ์อยู่หกสิบบาท  ถามว่า คนอย่างแกเป็นหนี้สงฆ์ด้วยเรอะ  แกบอก เป็นหนี้ตอนใกล้ตาย  เพราะหมอที่สั่งยามาให้ แต่ไม่มีเงิน ทุ่มเทเอาไปสร้างโบสถ์หมด  ไอ้เงินส่วนตัวจริง ๆ  ที่เรียกว่าตามอัธยาศัยมันไม่เหลือ  ก็เอาเงินส่วนนี้เอาไปซื้อยา

                         จึงเข้าไปตามลุง (พระยายม)   ถามลุงว่า ยังไงนี่…..  ลุงบอกว่า  ยังไม่ว่าไง เดี๋ยวค่อยว่า  คอยอีกสององค์ก่อน  ยังไม่สอบสวน  ถ้าสอบสวนไม่ได้  ของสงฆ์นี่หนักมาก ปิดปากเลย  ถ้ากรรมดีละก็หนัก  ปิดปาก  กระเบื้องอันเดียวปิดปากเลย  เรื่องบุญนี่พูดไม่ได้เลย

                          พออีกสององค์ไปถึงเรียบร้อยแล้ว  ท่านก็เรียกอาจารย์ทิมเข้าไปถามว่า  ท่านเอาเงินสงฆ์ไปใช้หกสิบบาทใช่ไหม  ท่านตอบว่า ใช่  ไปใช้เพื่ออะไร บอกว่า มันป่วย หมอเขาสั่งยามา  จิตคิดอย่างไร  จิตคิดว่า  ถ้าใครเขาเอาเงินมาถวายก็จะชำระหนี้สงฆ์  แต่นี่ยังไม่ทันชำระใช่ไหม  แกตอบว่า ใช่  แล้วท่านถามว่า จะว่าอย่างไร ท่านบอกว่า ไม่มีเรื่องจะว่า

                         ลุงพุฒท่านก็หันมาถามพวกเราว่า  ท่านสามองค์จะว่าอย่างไร”  บอกว่า ยังมีเรื่องว่าอยู่  ว่ายังไงล่ะ  ทำอย่างไรพระองค์นี้จะต้องไปเป็นพรหม  เขาได้ฌานสมาบัติ  ควรจะไปเป็นพรหม  ท่านก็เลยบอกว่า  เวลาตายก่อนจะดับจิต  อารมณ์อยู่ในฌาน  ฌานยังตั้งไม่ได้  เลยถามว่า ไอ้เรื่องนี้พอจะอภัยกันได้ไหม  ท่านก็เลยบอกว่า  ของสงฆ์อภัยให้กันไม่ได้ มันต้องชำระหนี้สงฆ์  ก็บอกว่า ตกลง  ฉันช่วยชำระหกสิบบาท  เรื่องเล็ก  ท่านบอกว่า  ไม่ได้  ชำระด้วยเงินไม่ได้  ถามว่า  แล้วจะเอาอะไร  ท่านบอกว่า ต้องสร้างพระพุทธรูปหนึ่งองค์  หน้าตักสิบสองนิ้ว  เราเลยบอกว่า เรื่องเล็ก  เอาสักสิบองค์ก็ยังได้  ท่านบอกว่า  องค์เดียวพอ 

                         แล้วพระอีกสององค์ท่านก็รับไปคนละองค์  รวมเป็นสามองค์  เราบอกว่า  อย่างนี้  ฮ้อ…ตกลง  ท่านก็เลยบอกว่า  ถ้าอย่างนั้นไปได้ตามผลของความดี

                         ตอนนั้นเลยบอกกับท่านทิมว่า  อย่าเพิ่งไป   อยู่ที่นี่ก่อน  ถามลุงว่า การสอบสวนขอพักเดี๋ยวได้ไหม  ท่านบอกว่า  ได้  เราก็เลยบอกท่านทิมว่า  จำอารมณ์หนึ่งได้ไหม  เขาถามว่า อะไรล่ะ  ก็เลยบอกว่า  เอกัคคตารมณ์กับอุเบกขาน่ะ บอกว่า  จำได้ จำได้ก็ขอไปตามนั้น  นั่นมันฌานสี่  ท่านทิมเลยไปเป็นพรหมชั้นที่สิบเอ็ด  ถ้าไปตอนนั้นก็ไปด๊อกแด๊กอยู่แค่กามาวจร  ต้องช่วยกระตุกตรงนี้  มันพ้นตอนที่เรารับปากจะให้  อารมณ์ที่ปิดปากอยู่ก็หมด  ลุงพุฒแกตั้งใจช่วยเลยให้คนมาตาม  ไม่ได้ตั้งใจคอยใคร  ขนาดมาตามเลยนะ ที่ตามก็มีพระอยู่สององค์  อีกองค์หนึ่งเป็นพระอยุธยา  หนุ่มเลยละองค์นั้น  ตอนนั้นฉันก็อายุสักสี่สิบกว่า ๆ  องค์ที่อยู่อยุธยาก็อยู่ในเกณฑ์สามสิบเศษ ๆ แต่ไม่รู้ว่าวัดไหน  รูปร่างสูง ๆ ดำ ๆ  อีกองค์หนึ่งรูปร่างหน้าตาดี  ไม่รู้อยู่วัดไหน  เวลาไปตามก็มีสามองค์เลยเล่นกำไรเสียเลย  พระพุทธรูปสิบสองนิ้ว  กับคนที่จะไปพรหม  ราคามันไม่เท่ากันใช่ไหม  เราสร้างพระสิบสองนิ้วเดี๋ยวเดียว ไอ้คนที่บำเพ็ญบารมีเป็นพรหมมันง่ายเสียเมื่อไหร่ล่ะ

                         คราวนี้มันก็มีปัญหาอยู่ว่า  ทำไมท่านจึงมาเจาะจงเอาฉันไปช่วย  ถ้าลงได้เป็นแบบนี้ละก้อจะต้องเป็นเครือเดียวกัน  เป็นพวกเดียวกัน  เดินทางแนวเดียวกัน  อาจารย์ทิมกับฉันรู้จักกันมานาน  ตั้งแต่ตอนบวชอยู่ใหม่ ๆ ส่วนอีกสององค์ไม่รู้ว่าเขารู้จักกันมาเมื่อไหร่  แต่ทั้งสององค์นั่นบ้า ๆ บวม ๆ เหมือนกัน  เงินส่วนตัวไม่มี  ฉันถามอีกองค์หนึ่งที่รูปร่างหน้าตาดี ๆ  บอกว่าอยู่สิงห์บุรี  จากนั้นฉันก็ไม่ได้สนใจ ถามถึงปฏิปทาเขาก็บอกว่า  ผมกับท่านบ้า ๆ บวม ๆ เหมือนกัน  สตางค์ไม่เหลือ  อาจารย์ทิมก็บ้าเหมือนกัน  แต่ดันบ้าตายก่อน  มันจะลงนรกเราให้ลงไม่ได้ ทีนี้วิธีกระตุ้นนิดเดียว  ถ้าบอกว่าอาจารย์ทิมเริ่มนั่งเข้าฌานละก็ซวยเลย  ใครจะไปเข้าฌานได้ยังไง  เขาต้องถามถึงอารมณ์เดิมนิดเดียว  ถามว่าจำอารมณ์หนึ่งได้ไหน  เอกัคคตากับอุเบกขา

                         บอกจำได้เท่านี้ก็พอแล้ว  จำได้เป็นฌานสี่  จิตก็ตั้งอยู่พอดี  พอพูดปั๊บจิตก็ตั้งอยู่ฌานสี่  พอตั้งอยู่ฌานสี่  สภาพก็เป็นพรหม  ตัวแกก็เป็นพรหม  แจ๋ว   เลยบอกไปตามอัธยาศัย  ข้าจะกลับวัด เดี๋ยวลูกศิษย์ข้าคอย

                         ที่เล่าให้ฟังนี่  มันเป็นเรื่องของผู้ที่ไม่มีเจตนาโกงเงินสงฆ์  ไอ้พวกที่มีเจตนาโกงไม่มีทางช่วย  เรี่ยไรมาสิบบาท  เอาของเขาใช้ไปเก้าบาทเก้าสิบสตางค์  อีกสิบสตางค์ก็เอาเข้ากระเป๋า  อย่างนี้ลงอเวจีมหานรก

                         ของสงฆ์นี่แม้แต่กระเบื้องแตก ๆ ก็เก็บไม่ได้  ของที่สงฆ์เขาไม่ใช้แล้ว เห็นว่ามันดีนี่ เอาไปบ้านหน่อย  อย่างนี้ เอวัง  ตกดังตูม…….อเวจี  และก็มีอีกเรื่องหนึ่ง

                         ในสมัยของพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า  พระวิปัสสีทศพล  สมัยพระวิปัสสีนั้น  มีพระอยู่สี่องค์  เวลานั้นข้าวยากหมากแพง  ฝนแล้งไม่ตกตามฤดูกาล  ข้าวที่บ้านเขาอาจจะมีมาก แต่ว่าข้าวที่วัดมีน้อย  พระพวกนั้นมีเพื่อนมาหา  ข้าวที่จะกินเข้าไปมันไม่พอ  ข้าวส่วนตัวไม่มีก็มีข้าวสารของสงฆ์  ไปนำข้าวสารของสงฆ์มา  เมื่อได้ข้าวสารของสงฆ์มาคนละทะนานแล้ว  ก็มาหุงเลี้ยงเพื่อน  คิดในใจว่า  ถ้าเราได้ข้าวสารมาใหม่  เราก็จะชำระหนี้สงฆ์  คือว่าเราจะใช้หนี้ให้ แต่ในเมื่อยังไม่ทันจะใช้หนี้ พระสี่องค์นั่นก็ตาย  ตายทั้ง ๆ ที่ยังมีเจตนาว่าจะชำระหนี้  แต่ก็ยังไม่ได้ชำระ  ตายแล้วไปไหน  ปรากฎว่าไปไหม้อยู่ในอเวจีมหานรกสิ้นพันปีนรก  เมื่อพ้นจากอเวจีมหานรกแล้วก็ตกนรกบริวาร  ผ่านมาสี่ขุม  แล้วก็ยมโลกียนรกอีกสิบขุม  มาเป็นเปรต  เปรตนี้จัดเป็นสิบสองระดับ  ระดับที่หนึ่ง ถึงระดับที่ สิบเอ็ด  ไม่มีโอกาสจะได้โมทนาบุญของชาวบ้านที่ทำให้  ระดับที่สิบสองที่เรียกว่าปรทัตตูปชีวิเปรต  ตอนนั้นมีโอกาส  ในระหว่างที่เป็นเปรตระดับที่หนึ่งถึงที่สิบเอ็ด  ก็พบพระพุทธเจ้าหลายองค์  ถามท่านว่า  เมื่อไรข้าพระพุทธเจ้าจะได้กินข้าวกินน้ำเสียที  เห็นน้ำเข้าวิ่งไป  น้ำก็หายกลายเป็นทะเลเพลิง  เห็นข้าวอยากจะกิน  วิ่งเข้าไปก็ปรากฎว่าเป็นทรายแล้วก็เป็นไฟลุก  กินไม่ได้  พระพุทธเจ้าแต่ละองค์ก็ทรงพยากรณ์ว่า  เมื่อไรพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าพระสมณโคดมอุบัติขึ้นในโลก  ในตอนนี้แหละ  ญาติของเจ้าชื่อว่าพระเจ้าพิมพิสารจะบำเพ็ญกุศล  แล้วเธอหมดทุกคนได้รับโมทนาก็จะพ้นทุกขเวทนาเสียที  เปรตทั้งหลายเหล่านั้นคอยกันมานาน  จนกระทั่งเมื่อพระพุทธเจ้าทรงอุบัติ  พระเจ้าพิมพิสารถวายพระเวฬุวันมหาวิหาร  แล้วก็ถวายทานแก่พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระสงฆ์ทั้งหมด  เมื่อถวายทานแล้ว ก็ไม่ได้กรวดน้ำ  ไม่ได้กรวดซีเพราะไม่รู้  ตอนนั้นมันเป็นการทำบุญ  ครั้งแรกยังไม่รู้ว่าทำบุญแล้วกรวดน้ำกันได้ผล  เปรตทุกคนที่คอยอยู่ก็นั่งตั้งท่าจะโมทนา  เห็นพระเจ้าพิมพิสารก็ตกใจ แปลกใจว่าเสียงอะไรไม่ทราบ  มาร้องกึกก้อง  ในเมื่อพระเจ้าพิมพิสารตกใจ  ในตอนเช้าก็ไปหาพระพุทธเจ้า  ไปถามว่าเมื่อคืนนี้ไม่รู้เสียงอะไร  มันร้องกรี๊ดกร๊าด  ๆ  ในพระราชฐาน  ไม่เคยได้ยิน  พระพุทธเจ้าก็เล่าความนั้นให้ทราบ  พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า  เปรตเป็นญาติของพระองค์ ต้องการโมทนาบุญ  เมื่อวานนี้พระองค์ทรงทำบุญแล้วไม่ได้กรวดน้ำอุทิศให้  คำว่าอุทิศแปลว่าเจาะจงนะ อุทิศนี่นะเขาแปลว่าเจาะจงให้เฉพาะ  พระเจ้าพิมพิสารจึงได้นิมนต์พระพุทธเจ้า  พร้อมด้วยพระสงฆ์ทั้งหมด  ไปฉันอาหารในพระราชนิเวศน์  ตอนนี้เมื่อพระพุทธเจ้าฉันเสร็จ  ก่อนจะโมทนา  พระเจ้าพิมพิสารก็กรวดน้ำ  ใช้คำว่า อิทังโนญาตีนังโหตุ  แปลเป็นใจความว่า  ขอผลทานนี้จงสำเร็จแก่ญาติของข้าพเจ้า  เท่านี้ละนะ  การกรวดน้ำครั้งแรก  เปรตทั้งหลายเหล่านั้นตั้งท่าคอยอยู่แล้ว  ได้รับโมทนา  เมื่อโมทนาแล้ว  ร่างกายเป็นทิพย์หมดมีความอิ่มเอิบ  มีความสวยสดงดงาม  ร่างกายเทวดา  แต่ว่าเป็นเทวดาชีเปลือยไม่มีเครื่องประดับ  ไม่มีผ้านุ่ง  เพราะอะไร เพราะว่าในสมัยก่อนที่จะตาย  ไม่ได้เคยทำบุญถวายผ้าผ่อนท่อนสไบไว้ในพุทธศาสนา  เมื่อร่างกายสวยแต่ไม่มีเครื่องประดับ  ไม่มีเสื้อผ้า  ไม่มีกางเกงนี่มันก็แย่เหมือนกัน  ก็เดือดร้อน  ตอนกลางคืนจึงเข้ามาหาพระเจ้าพิมพิสาร  แสดงตัวให้ปรากฎ  แต่ว่าตอนยืนน่ะสงสัยนะ  ว่าจะยืนหันหลังให้  คงไม่ยืนหันหน้าหรอก  คงจะอายเหมือนกัน  พระเจ้าพิมพิสารแปลกใจว่า  คนอะไรสวยก็สวย  แต่แก้ผ้าไม่มีเสื้อไม่มีผ้า  ตอนเช้าไปหาพระพุทธเจ้า  พระพุทธเจ้าท่านก็บอกว่า  พวกเปรตพวกนั้นแหละเป็นเทวดา  แต่ไม่เคยถวายผ้าไตรจีวรไว้ในพุทธศาสนา  เพราะอาศัยบารมีที่พระองค์ให้อาหารเป็นทาน  เขาก็มีแต่ร่างกายสวยงาม  ผ้าจึงไม่มี  พระเจ้าพิมพิสารถามว่าทำไมเขาจึงจะได้ผ้า  ท่านก็บอกว่าต้องถวายไตรจีวรแก่พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา  แล้วก็อุทิศส่วนกุศลให้เขา  จะได้เครื่องประดับอันเป็นทิพย์  พระเจ้าพิมพิสารก็ทำอย่างนั้น  แต่พอได้เครื่องประดับแล้ว  เทวดาก็มาแสดงตัวให้ปรากฎ  แล้วนับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา  ก็เลยไม่รบกวนอีก นี่เล่าถึงเรื่องของสงฆ์ให้ฟังนะว่า มีเจตนาขอยืมยังมีโทษขนาดนี้  แต่ถ้าหากว่าเราไปเอามาโดยไม่ขอยืม  มันจะมีโทษขนาดไหน

                         และอีกเรื่องหนึ่ง  กากะเปรต  สมัยที่เกิดเป็นกา  แย่งข้าวในขันที่เขาจะนำไปถวายพระ  ข้าวสุกนั้นเขานำไปยังไม่ถึงพระ  ยังไม่ใช่ของสงฆ์  จะถือว่าเป็นของชาวบ้านก็ไม่ได้ เพราะเขาตั้งใจถวายสงฆ์แล้ว  กรรมเล็กน้อยเพียงเท่านี้  ตายแล้วไปลงอเวจี  แล้วแถมเกิดมาเป็นเปรต

                         ผู้ถาม  หลวงพ่อครับ  คนที่กินข้าวที่พระอนุญาตแล้ว ทำไมถึงตกนรก และพระที่ให้ก็ต้องตกนรกด้วยครับ

                         หลวงพ่อ  ถ้าอาหารที่พระให้  ต้องเป็นของที่ญาติโยมถวายเฉพาะองค์นั้น  ไม่มีโทษแน่  แต่ที่เป็นอย่างนี้ต้องเป็นอาหารที่เขาถวายเป็นส่วนกลาง  คือเป็นของสงฆ์  ของสงฆ์นั้น พระองค์ใดองค์หนึ่งไม่มีสิทธิ์ให้  นอกจากสงฆ์จะประชุมตกลงให้พระองค์นั้นเป็นผู้จ่ายแทนสงฆ์  ตัวอย่างของสงฆ์  เช่น  อาหารวันพระที่มีข้าวใส่บาตรเหลือมาก ๆ แล้วทายกใส่ถ้วยเอาไปบ้าน  โดยที่คณะสงฆ์ไม่มีส่วนรู้เห็น  อย่างนี้แม้แต่เจ้าอาวาสเองยังไม่มีสิทธิ์ให้ตามลำพัง

                         บางทีกินอาหารที่พระฉันเหลือ  ถ้าพระอนุญาตแล้วไม่มีโทษ (สำหรับญาติโยมที่ไปในงาน  ทางวัดเขาตั้งใจเลี้ยงก็ไม่เป็นไร  แต่บางท่านก็หยิบของที่พระฉันแล้วเอามาเฉย ๆ  บางท่านก็ขอเอาดื้อ ๆ  ให้หรือไม่ให้ก็ตาม  ออกปากขอแล้วยกไปเลย  พระยังไม่ทันอนุญาต  ท่านทายกประเภทนี้  ท่านช่วยยกคนที่กินกับท่านลงอเวจีแบบสะดวก  เมื่อจะขอต้องดูว่าอาหารมากไหม  ถ้ามากจนเหลือเฟือ  ก็ขอให้พระท่านให้ตามความพอใจของท่าน  เพราะท่านอาจจะมีกังวลนำอาหารไปให้ใครก็ได้ที่ท่านมีภาระต้องเลี้ยง  ถ้าถือเอาตามความพอใจก็ต้องถือว่าแย่งอาหารจากพระ มีโทษ 100 เปอร์เซนต์

                         และอาหารถวายพระพุทธรูปก็เหมือนกัน  อาหารประเภทนี้ดูเหมือนจะเป็นเหยื่อล่อให้ทายกลงอเวจีสะดวกสบายมาก  อาหารที่เขานำมาวัด  เขาตั้งใจถวายพระสงฆ์  การนำไปถวายพระพุทธรูปนั้นเป็นความดี  เพราะเป็นพุทธานุสสติด้วย  เป็นพุทธบูชาด้วย  แต่อาหารประเภทนี้ไม่จำเป็นต้องใช้มาก  เพราะพระพุทธรูปไม่ได้ฉัน  ท่านจะฉันหรือไม่ฉันก็ตาม  อาตมาคิดว่าทายกทายิกาไม่มีสิทธิ์จะกิน  หลายวัดหรือส่วนใหญ่ทายกมักจะเอาอาหารดี ๆ และมาก ๆ ไปทุ่มเทถวายพระพุทธรูป

                         เมื่อพระฉันเสร็จแล้ว  ต่างก็ยกเอามากิน  ตอนนี้ไม่ถูกด้วยประการทั้งปวง  ต้องเอาไว้ถวายพระตอนเพลจึงจะถูก  ทายกทายิกาจะกินได้เฉพาะอาหารที่เหลือเป็นเดนจากพระฉันเท่านั้น  ไม่มีสิทธิ์สถาปนาตนเองเป็น ลูกศิษย์พระพุทธรูป  แต่ประการใด

                         รวมความว่า  ของที่ถือว่าเป็นของสงฆ์นั้น  คือของในวัดทุกประเภทที่เขาถวายเป็นของสงฆ์แล้ว  แม้แต่ดอกไม้ผลไม้ในวัด  เศษไม้ที่คิดว่าทำอะไรไม่ได้แล้ว  เอามาทำฟืนบ้าง ทำอย่างอื่นเล็ก ๆ น้อย ๆ บ้าง  จงอย่าคิดว่าไม่บาป  แม้แต่เศษกระเบื้องที่ทิ้งแล้ว ก็เป็นของสงฆ์  มีผลเสมอกัน  เว้นไว้แต่ดอกไม้ผลไม้ที่พระหรือท่านผู้ใดปลูกในวัด  ถ้าท่านเจ้าของยังอยู่ในเขตวัดนั้นและท่านอนุญาต  อย่างนี้เอามาได้ไม่บาป  ด้วยท่านเจ้าของมีสิทธิ์สมบูรณ์ให้ได้รับมาได้ไม่มีโทษ  ถ้าท่านผู้ปลูกออกไปจากวัดนั้นหรือตายไปแล้ว  ของนั้นเป็นของสงฆ์โดยตรง  ไปเอามามีโทษตามกำลังบาป ขโมยของสงฆ์

                         ผู้ถาม  แล้วเรื่องพระชำระหนี้สงฆ์มีความเป็นมาอย่างไรครับ

                         หลวงพ่อ  เรื่องมันเป็นอย่างนี้  ฉันไปที่ศรีราชา  ญาติโยมเขาถามเรื่องชำระหนี้สงฆ์  ถ้าหลาย ๆ ชาติมาเราไม่รู้อะไรมาบ้าง  ถามว่าจะทำอย่างไร  ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน  พอตอบไม่รู้  ก็เห็นพระท่านลอยมา  ท่านบอก ถ้าจะชำระให้ครบถ้วน เป็นเงินเท่าไรก็ไม่พอ  ให้สร้างพระพุทธรูปหน้าตัก  4  ศอก 

                        พระหน้าตัก  4  ศอก  ถือ่วาเป็นพระประธานมาตรฐาน  ท่านบอกว่า  พระพุทธรูปนี่ไม่มีใครตีราคาได้  ใช้ในการชำระหนี้สงฆ์  หนี้สงฆ์ที่แล้ว ๆ  มาถือเป็นการหมดไป

                         ฉันพูดแล้วก็กลับมาวัด  ต่อมาพวกนั้นก็ถามใหม่ว่า  สร้างพระองค์เดียวได้คนเดียวหรือกี่คน  ฉันก็ไม่รู้อีกซิ  ก็นึกถึงท่าน  ท่านก็มาใหม่  ท่านก็บอกว่า 

                        ถ้าไม่ปิดทองได้คนเดียว  ถ้าปิดทองครบถ้วนได้ทั้งคณะ  คำว่า คณะหมายความว่าบุคคลหลายคนก็ได้  ตัดบาปเก่า  ถ้าสร้างใหม่เอาอีกนะ  สร้างนี้ใหม่ต่อเป็นหนี้ใหม่เหมือนกันนะ 

                        ผู้ถาม  ถ้าหากว่าเรามีสตางค์น้อย  แล้วถวายพระจะได้ไหมครับ 

                        หลวงพ่อ  ถ้าเรามีสตางค์น้อย ๆ  ก็ใส่ซองเขียนหน้าซองว่า  ชำระหนี้สงฆ์ คือว่า  ไม่ได้จำกัด  ทำไปเรื่อย ๆ ให้สบายใจ  บาทสองบาทตามกำลังที่จะพึงทำได้  เขาไม่ได้เกณฑ์ว่าจะสร้างพระ  หลวงพ่อปานท่านทำอย่างนี้มาก่อน  เรื่องสร้างพระนี่เขาถามก็บอก  ท่านมาบอกอัตรานี้โละกันเลยนะ  คือไม่ใช่จะเกณฑ์ให้สร้างพระ  เพราะทุนไม่พอใช่ไหม  เราก็ทำไปเรื่อย  ใจสบาย 

                        มีสตางค์รับเงินเดือนมาทีทำ  5  บาท  ใส่ซองถวายพระ  บอกขอชำระหนี้สงฆ์ ท่านไม่รู้ท่านใช้ผิด  ท่านลงนรกเองไม่ต้องห่วง  ถ้าไปกินเป็นส่วนตัวละเรียบร้อย  เงินชำระหนี้สงฆ์มันมีค่ากว่าเงินสังฆทานและวิหารทาน  ถ้าไปใช้เป็นส่วนตัวไม่ได้ ต้องใช้

เป็นส่วนกลาง อันตรายกับพระ แต่ช่างท่านเถอะ ถ้าบวชแล้วอยากโง่ให้ลงนรกไป ใช่ไหม 

                        ผู้ถาม  ถ้ามีญาติโยมเอาเงินไปถวายพระ  แต่พระก็เอาเงินไปปลูกบ้านบ้าง  ให้ญาติโยมไปออกดอกออกช่อบ้าง  อยากทราบว่าผลบุญที่ลูกได้ทำแล้ว  จะมีอานิสงส์สมบูรณ์แบบหรือไม่เจ้าคะ 

                        หลวงพ่อ  เขาถวายเป็นของสงฆ์ใช่ไหม  เขาถวายเข้าไปในวัดใช่ไหม  แล้ววัดไม่ได้ทำอะไร  แต่คนในวัดเอาไปปลูกบ้าน  เงินนั้นไปที่อื่นใช่ไหม  เขาถวายอานิสงส์  มันได้ตั้งแต่ถวาย  มีอานิสงส์ครบถ้วน  นั่นเขาครบ 100 เปอร์เซนต์เลยนะ  คนอื่นเอาไปใช่ไหม  อย่าไปยุ่งกับเขาเลยนะ  อานิสงส์ได้ตั้งแต่เริ่มให้  ยิ่งให้ก็ยิ่งอานิสงส์หนักขึ้น  เวลาให้ต้องให้ด้วยตนเองใช่ไหม ขณะที่พระรับก็เกิดธรรมปีติอิ่มใจ  อานิสงส์มันเพิ่ม  แต่ว่าคนที่นำเอาไปใช้พิเศษคนนั้นลงอเวจีแน่ 

  คัดมาจากหนังสือธัมมวิโมกข์ (ฉบับพิเศษ) และหนังสือสมบัติพ่อให้ ของหลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุง  อุทัยธานี /รวมคำสอบพระสุปฏิปันโน  เล่ม 2 

หนี้สงฆ์..กับความเข้าใจผิดอย่างร้ายแรงของชาวพุทธ

สวัสดีครับ ญาติธรรมทุกๆ ท่าน วันนี้จะขอนำเรื่องที่ชาวพุทธเรายังเข้าใจกันไม่ถูกต้อง แต่เป็นเรื่องที่ถือว่ามีโทษร้ายแรงมาก นั่นคือ เรื่องการติดหนี้สงฆ์ แม้เราจะติดหนี้สงฆ์มาด้วยความไม่รู้ หรือ เข้าใจผิด แต่ก็มีโทษร้ายแรงถึงขั้นลงนรกได้เลยทีเดียว โดยเฉพาะเรื่องการกินอาหารที่เหลือจากพระ ซึ่งเป็นเรื่องที่พบเจอได้บ่อย ยิ่งเป็นสังคมบ้านนอกอย่างผมนี่ เจอได้บ่อยๆ เลยครับ แต่ก่อนก็ไม่รู้ ผมเองก็ทำผิดพลาดมาเหมือนกันครับ

เรื่องนี้จะขอนำพระธรรมคำสอนขององค์พระศาสดา ที่ทรงตรัสสอนกับพี่ท่านหนึ่งที่ท่านได้ มโนมยิทธิ ซึ่งผมนำมาจากกระทู้ ธรรมะจากพระนิพพาน จากเวบพลังจิต ดังนี้ครับ (เรื่องมโนมยิทธิ เป็นเรื่องที่รู้ได้เฉพาะตน โปรดใช้วิจารณญาณ แต่ถ้าไม่เชื่อไม่ควรปรามาสครับ ^^)

หนี้สงฆ์ และการชำระหนี้สงฆ์ต้องทำอย่างไร

เมื่อวานคุยกับคุณหนิงและน้องๆ เรื่อง “ของสงฆ์” กัน เหตุจากว่ามีน้องคนหนึ่งไปแวะที่ศูนย์พุทธศรัทธา แล้วตอนล้างจานพลาดทำจานแตกไปใบหนึ่ง ก็ว่าจะบอกกับ อาจารย์ชนะ แต่น้องเขาก็ลืม แล้วมาเล่าให้คุณหนิงฟัง คุณหนิงก็เลยไปบอก อาจารย์ชนะ พร้อมกับถามว่า ของของสงฆ์นี่ถ้าเราไม่ได้เจตนาทำแตก ก็ไม่น่าผิดใช่ไหม ซึ่ง อาจารย์ชนะ บอกว่า ขึ้นชื่อว่าของของสงฆ์ จะเจตนาหรือไม่เจตนาก็ผิดก็บาป ของสงฆ์นี่ยิ่งบาปหนัก อาจารย์ชนะบอกว่า แม้แต่พริกที่อยู่ในวัดแล้วอีกามาคาบไปกินนอกวัด เม็ดพริกแตกแล้วงอกเป็นต้นขึ้นมา คนมาเก็บไปกินก็ติดหนี้สงฆ์

เล่นเอาพวกเราอึ้งกันไปเลย ขนาดว่าเม็ดมันแตกงอกเป็นต้นใหม่แล้ว เราไปเก็บมากินก็ติดหนี้สงฆ์ อย่างนี้คนไม่รู้จะทำไง อยู่ๆก็ติดหนี้สงฆ์มาโดยไม่รู้ตัว แล้วทำไมถึงต้องติดหนี้สงฆ์ เกิดความสงสัยเลยคิดว่าต้องขึ้นไปถามพระศาสดาสักหน่อย

เลยได้ขึ้นไปถามพระศาสดาให้หายข้องใจค่ะ

ดิฉัน – นมัสการพระศาสดาเจ้าค่ะ

พระศาสดา – เจริญพร

ดิฉัน – มีเรื่องอยากจะถามพระศาสดาค่ะ

พระศาสดา – เรื่องอะไรเหรอ

ดิฉัน – เรื่องที่ว่าถ้ามีอีกามาคาบพริกจากในวัดไปกินนอกวัด แล้วเม็ดพริกมันแตกแล้วงอกเป็นต้นพริกใหม่ขึ้นมา แล้วถ้ามีคนเก็บไปกิน ก็เป็นการติดหนี้สงฆ์เหรอเจ้าคะ

พระศาสดา - ถูกต้อง

ดิฉัน – ทำไมถึงติดหนี้สงฆ์ละคะ ก็เม็ดพริกมันงอกเป็นต้นใหม่อยู่นอกวัดไปแล้ว (อยู่ๆ ไอ้ตัวรู้มันเกิดขึ้นมาทันที รู้ได้เองถึงคำตอบนั้น แต่ไม่แน่ใจเลยรอคำตอบจากพระศาสดาท่าน)

พระศาสดา – ของๆสงฆ์ ถึงไปอยู่ ณ ที่แห่งใด ก็เป็นของสงฆ์

ดิฉัน - ถึงแม้ว่าจะออกไปนอกวัดแล้ว กลายเป็นต้นใหม่ไปแล้วน่ะเหรอคะ

พระศาสดา – ถูกต้อง…เอาอย่างนี้ พระศาสดาจะถามเธอว่า ถ้าเกิดมีขโมยขึ้นบ้านเธอ แล้วขโมยเอาทรัพย์สินเงินทองของเธอไป พ้นออกจากบ้านไปแล้ว ของสิ่งนั้นยังเป็นของเธอไหม

ดิฉัน – ยังเป็นเจ้าค่ะ

พระศาสดา – แล้วหากขโมยผู้นั้น นำของไปขายให้บุคคลอื่น บุคคลผู้นั้นจะเป็นเช่นไร จะถูกลงโทษหรือไม่ ถึงแม้เขาจะไม่รู้ว่าคนนี้ขโมยมา

ดิฉัน – ก็จะเข้าข่ายรับซื้อของโจรเจ้าค่ะ รู้หรือไม่รู้ก็ต้องมีโทษเจ้าค่ะ…อ้อ..ลูกเข้าใจแล้วค่ะ พริกที่ถูกอีกาขโมยมา ยังไงก็ต้องเป็นของสงฆ์ ไม่ว่าจะออกมานอกวัดแล้วก็ตาม แล้วถึงแม้จะแตกออกงอกเป็นต้นใหม่ ก็เป็นผลพวงของของเดิม ซึ่งยังไงก็เป็นของสงฆ์วันยังค่ำ กรณีเดียวกับที่ขโมยขึ้นบ้านเอาของเราไป แม้จะเอาไปแปรสภาพเป็นอย่างอื่น หากตำรวจตรวจสอบได้ก็ต้องนำกลับมาเช่นเดียวกัน แล้วผู้ที่รับซื้อหรือมีส่วนเกี่ยวข้องโดยที่ไม่รู้ก็ผิดอยู่ดี…กราบขอบ พระคุณพระศาสดาค่ะ ลูกกระจ่างแจ้งแล้วค่ะ

พระศาสดา – เจริญพร

ดิฉัน – อย่างนี้ก็แย่เหมือนกันนะเจ้าคะ เป็นแบบนี้จะทำให้คนกลัวการเข้าวัดไปเลยหรือเปล่าคะ แล้วคนที่ไม่รู้เหมือนเรื่องต้นพริกนี่ จะทำยังไงละเจ้าคะ อยู่ๆก็เป็นหนี้สงฆ์โดยไม่รู้ตัว

พระศาสดา - คนที่คิดดี ทำดี พูดดี เข้าวัดเข้าวาปฏิบัติตัวดี เขาก็จะรู้ในเรื่องของการเป็นหนี้สงฆ์อยู่แล้ว เขาก็ต้องพร้อมที่จะชำระหนี้สงฆ์ เขาไม่กลัวเรื่องการเข้าวัดหรอก แล้วถึงแม้ว่าเขาจะบังเอิญไปเก็บพริกที่อีกาคาบมาแล้วติดหนี้สงฆ์โดยไม่รู้ ตัว ยังไงเสียคนพวกนี้ก็จะไม่มีบาปหรอกเพราะเขาชำระหนี้สงฆ์เป็นปกติอยู่แล้ว

ดิฉัน – จริงเจ้าค่ะ..แต่ที่ได้ยินมา ถ้าเราไม่สร้างพระชำระหนี้สงฆ์ หนี้นี้ก็ไม่มีวันหมดไม่ใช่เหรอเจ้าคะ แค่เราชำระนิดหน่อยหนี้ไม่หมดแน่ๆ

พระศาสดา - ไม่หมด แต่ก็ไม่ได้ทำให้เธอตกนรกนะ เพราะว่ายังไงเสียเธอก็มีเจตนาชำระหนี้ให้สงฆ์ เพียงแต่ไม่มีโอกาสได้สร้างพระชำระหนี้สงฆ์เท่านั้นเอง ในเมื่อเธอมีเจตนาดี มิได้หลบหนีหนี้ ก็จะยกผลประโยชน์อันนี้ให้จำเลยไป แต่ถ้ามีโอกาสได้สร้างพระชำระหนี้สงฆ์ก็ดี แต่ถึงแม้จะสร้างพระแล้ว เธอเข้าวัดอีก กรวดทรายติดรองเท้าเธอออกไปก็ติดหนี้สงฆ์ต่ออยู่ดี ดังนั้นจึงควรชำระหนี้สงฆ์เป็นประจำจะเป็นการดีที่สุด

ดิฉัน – เจ้าค่ะ…แย่เลยถ้าขโมยของสงฆ์นี่ลงนรกอเวจีเลยนะเจ้าคะ

พระศาสดา – ครั้งเดียวก็ลงอเวจีแล้ว ถ้าหลายครั้งก็ไปโลกันต์เลย

ดิฉัน – หว๋าย…ไปโลกันต์เลยเหรอเจ้าคะ อย่างนี้ก็ไม่ต้องผุดต้องเกิดอีกนานเลยนะเจ้าคะ

พระศาสดา – ใช่

ดิฉัน – เจ้าค่ะ งั้นเดี๋ยวลูกจะเอาไปบอกเพื่อนๆกัลยาณมิตรทั้งหลายนะเจ้าคะ จะได้ไม่เผลอทำผิดโดยไม่รู้ตัว นมัสการลาพระศาสดาเจ้าค่ะ

พระศาสดา – เจริญพร

 

หนี้สงฆ์ที่คนทำผิดกันมากโดยไม่รู้ว่าผิด


อ้างอิง:

ข้อความดั้งเดิมโดยคุณ ชนะ สิริไพโรจน์
สาธุครับ ที่กรุณาถามต่อ การอนุญาตของสงฆ์ที่ถูกต้อง ทางภาษาพระ
ท่านเรียกว่าการอุปโลกน์ คือจะมีพระที่ได้รับมอบหมายจากคณะสงฆ์
กล่าวคำอุปโลกน์ คือการกล่าวอย่างเป็นพิธีการ ท่านจะขึ้นด้วยภาษาบาลี
ว่า ยัคเคภันเตสังโฆชานาตุฯลฯ จากนั้นท่านก็แจกแจงอาหารหรือของสงฆ์
อื่นๆ อย่างเช่นกล่าวว่า อาหารส่วนหนึ่งถวายพระเถระ และพระภิกษุสามเณร
ส่วนที่เหลือจากพระฉันแล้วอนุญาตให้ญาติโยมนำไปรับประทานได้
และคณะสงฆ์จะกล่าวพร้อมกันว่า สาธุ เป็นอันเสร็จพิธีซึ่งญาติโยมก็
รับประทานได้โดยไม่มีโทษ แต่การอนุญาตนั้นโดยปกติคือให้ทานในวัด
บางคนถือโอกาสนำกลับไปทานที่บ้านอีก อันนี้ไม่สมควร แต่จะมีโทษ
มากน้อยเพียงใด ต้องขอให้ท่านกัปตันช่วยอนุเคราะห์ครับ

ทีนี้ถ้าวัดเขาไม่ได้อุปโลกน์ จะเป็นอย่างไร ไม่ใช่พระองค์ใดองค์หนึ่งมากล่าวว่า
อนุญาตให้ญาติโยมรับประทานกันได้ อย่างนี้ไม่ถูกต้องตามพระวินัย
ทานน่ะทานได้แต่ก็เป็นหนี้สงฆ์ ทางที่ดีควรทำบุญชำระหนี้สงฆ์กันบ่อยๆ
จะปลอดภัยที่สุดครับ

ผิดถูกประการใดท่านผู้รู้กรุณาให้คำแนะนำด้วยครับ

อ้าว..ท่านพ่อ ไฉนโยนกลองมาให้ลูกยังงั้นละคะ งานเข้าละซีทีนี้ ว่าแล้วขึ้นไปกราบพระศาสดาถามก่อนนะคะ

———————————————————————–

ดิฉัน – นมัสการพระศาสดาเจ้าค่ะ

พระศาสดา – เจริญพร มีอะไรรึ

ดิฉัน – มีคำถามอีกแล้วค่ะ อาหารที่พระท่านอนุญาตให้ทานได้หลังจากที่พระท่านฉันแล้ว แต่ต้องทานในวัดเท่านั้น ห้ามนำกลับ ถ้านำกลับไปมีโทษไหมเจ้าค่ะ แล้วโทษหนักแค่ไหนคะ

พระศาสดา - มีโทษ เพราะว่าท่านอนุญาตให้ทานเฉพาะภายในวัดเท่านั้น ทานได้เท่าไหร่ก็ทานไป แต่ห้ามนำกลับไปบ้าน หากนำกลับไปมีโทษหนักเท่ากับขโมยของสงฆ์

ดิฉัน – โห..อย่างนี้โดนกันไปทั่วหน้าแล้วละค่ะ กรรม..แล้วมีคำถามอีกค่ะ หากว่าเรานำอาหารไปเป็นหม้อใหญ่ แล้วเราตักไปถวายพระแล้ว อาหารที่เหลือในหม้อนี้เป็นของเราหรือว่าของสงฆ์เจ้าคะ

พระศาสดา – เจตนาที่นำอาหารไปถวายพระ คือถวายแบบไหนละ ถ้าถวายทั้งหม้อก็เป็นของสงฆ์ ถ้าถวายแค่เฉพาะที่ตักใส่ถ้วยไปถวาย ของในหม้อก็เป็นของเธอ

ดิฉัน – เจ้าค่ะ…มีคนถามว่า อย่างต่างจังหวัดเนี่ยเวลาวันพระทำบุญกันพระฉันเสร็จแล้วญาติโยมก็จะไปนำเอา อาหารมากินกันหรือเอากลับบ้าน แต่ไม่แน่ใจว่าพระอนุญาตหรือยัง เพราะเห็นทำกันมาแบบนี้เป็นประเพณีไม่ทราบว่าผิดหรือไม่ เพราะทำกันแบบนี้กันมานานยังงี้เท่ากับคณะสงฆ์อนุญาตหรือไม่ แล้วถ้าผิดต้องชำระหนี้สงฆ์โดยร่วมสร้างพระชำระหนี้สงฆ์ถือว่าหมดหนี้แล้ว ใช่หรือไม่ เจ้าคะ

พระศาสดา – ที่ทำๆกันมาแบบนั้นน่ะผิด ถ้าคณะสงฆ์ไม่อนุญาตเราก็ทานไม่ได้ แล้วที่ทำกันมาจนเป็นปกตินั้นจริงๆแล้วผิด จะถือว่าคณะสงฆ์อนุญาตแล้วไม่ได้ ต้องอนุญาตทุกครั้งไป แต่ส่วนใหญ่ปฏิบัติกันมาผิดๆจนเป็นความเคยชิน จนทำให้คิดว่าทำได้ ซึ่งจริงๆแล้วผิด ก็ให้ไปชำระหนี้สงฆ์เป็นประจำเพื่อลดโทษ

ดิฉัน – เจ้าค่ะ แล้วถ้าชาวบ้านถวายอาหารมาแล้วพระ หรือลูกศิษย์วัดแยกเอาไปฉันหรือกินเองตามลำพังอันนี้ผิดแค่ไหน และแก้ไขโดยการสร้างพระชำระหนี้สงฆ์แล้วหนี้หมดใช่หรือไม่เจ้าคะ

พระศาสดา
- ถ้าถวายโดยเจาะจงเป็นรายบุคคล พระท่านนั้นก็ไม่ผิด แล้วถ้าท่านจะให้ลูกศิษย์วัดต่อไป ท่านอนุญาตได้ด้วยตัวของท่านเองไม่จำเป็นต้องรอคณะสงฆ์เพราะเป็นของส่วน บุคคล แต่ถ้าญาติโยมถวายของเป็นของส่วนรวม ถ้าพระหรือลูกศิษย์วัดแยกเอาไปเป็นของส่วนตัว อันนี้ผิด เพราะถือว่าเป็นของคณะสงฆ์ การสร้างพระชำระหนี้สงฆ์ ต้องเป็นพระขนาดหน้าตักสี่ศอก ถ้าไม่ได้ปิดทอง จะได้สำหรับคนเดียวนะ ถ้าปิดทองทั้งองค์ถึงจะได้ทั้งคณะ

ดิฉัน – เจ้าค่ะ …แล้วการกินผลไม้ของวัดโดยได้รับอนุญาตหรือไม่ได้รับอนุญาตผิดเท่ากันหรือ ไม่ แล้วใช้หนี้ด้วยการสร้างพระชำระหนี้สงฆ์แล้วหมดหนี้ใช่หรื่อไม่เจ้าคะ

พระศาสดา – ใครเป็นผู้อนุญาต ถ้าทางคณะสงฆ์เป็นผู้อนุญาตก็ไม่ผิด ถ้าพระองค์ใดองค์หนึ่งเป็นผู้อนุญาตนั้นไม่ได้ เพราะถือเป็นของสงฆ์ ต้องให้สงฆ์ทั้งหมดอนุญาตเท่านั้น แล้วโทษก็เหมือนกับกินของวัดโดยไม่ได้รับอนุญาตนั่นแหละ

ดิฉัน – อย่างนี้การป้องกันการติดหนี้สงฆ์ที่ดีที่สุดก็คือ ให้พยายามชำระหนี้สงฆ์เป็นประจำใช่ไหมเจ้าคะ

พระศาสดา – ถูกต้องแล้ว

ดิฉัน – ขอกราบแทบพระบาทพระศาสดาค่ะ สำหรับธรรมะที่สั่งสอน ลูกจะนำไปบอกเพื่อนๆกัลยาณมิตรเจ้าค่ะ นมัสการลาเจ้าค่ะ

พระศาสดา – เจริญพร

 

กระทู้แนะนำเรื่องการชำระหนี้สงฆ์

- ปิดทองพระชำระหนี้สงฆ์ ณ ศูนย์พุทธศรัทธา (แค่อนุโมทนาบุญก็ได้บุญแล้วจ้า ^^)

http://buddhasattha.com/2011/08/30/%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87-%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%AA%E0%B8%87%E0%B8%86%E0%B9%8C

- ร่วมเป็นเจ้าภาพปิดทองพระชำระหนี้สงฆ์ 36 องค์ วัดท่าขนุน

http://board.palungjit.com/f105/%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%AA%E0%B8%87%E0%B8%86%E0%B9%8C-36-%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C-%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%82%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%99-%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%B3-%E0%B8%8A%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B9%82%E0%B8%A1%E0%B8%97%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%8D-324635.html

อานิสงส์ของการทำบุญโดยเสด็จพระราชกุศล

โดยหลวงพ่อฤาษีฯ วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี

ทำบุญโดยเสด็จพระราชกุศล

ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย ที่เป็นศิษย์หรือไม่ใช่ลูกศิษย์ก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วันนี้ป่วยมาก มีอาการเพลียเป็นพิเศษ นั่งที่ไหนก็อยากจะหลับ พอดีเป็นวันพระแรม ๘ ค่ำเดือน ๘ จะลงศาลาก็คงไม่ไหว เทศน์ก็เทศน์ไม่ไหว จะเดินก็เดินไม่ไหว ความตายมันคลานเข้ามาเต็มที ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง แต่ความตายเป็นของเที่ยง ที่พระพุทธเจ้าเทศน์กับเปสการีท่องไว้ทุกวัน จำไว้ทุกวัน มีความรู้สึกกว่า ไม่ช้าชีวิตนี้มันก็ต้องตายถ้าความตายมันเข้ามาถึง บรรดาท่านทั้งหลาย สิ่งที่ต้องการนั้นคือพระนิพพาน ใครเขาหาว่า บ้าๆ บวมๆ ก็ตามใจ บางท่านบอกว่า พระนิพพานสูญ ตามตำราต่างๆ ก็บอกว่ามีสภาพสูญ แต่ทว่าเมื่อปี ๒๕๐๐ ปีนั้นป่วยมาก ต้องเข้าโรงพยาบาล วันแรกมีการอืดเสียดหนัก ตอนหัวค่ำ วันที่สอง ก็มีอาการอืดเสียดหนักตอนหัวค่ำ พอวันที่สาม จึงสั่งจ่าพยาบาล ให้ไขเตียงให้นั่งได้ เตรียมตัวว่าวันนี้ ถ้าจะขอตาย ก็ตายด้วยสมาธิ และวิปัสสนาญาณเวลา ๑ ทุ่ม

ก็เริ่มทำสมาธิ คิดว่าประมาณ ๒ ทุ่ม ทุกวัน ๒ วันมาแล้ว แต่ว่าวันนี้แปลก คำว่า วันนี้หมายถึง วันนั้นนะ วันนั้นแปลก แทนที่จะมีอาการอืดเสียดกลับมีใจปลอดโปร่งสบายมาก มีอารมณ์เป็นสุข มีอารมณ์แช่มชื่นปลอดโปร่งปลดปล่อยทุกอย่าง การป่วยคราวนั้น บรรดาท่านพุทธบริษัท เป็นการป่วยที่แปลกที่สุดพอร่างกายเข้าถึงโรงพยาบาลอารมณ์ก็วางทุกอย่าง ทุกสิ่งทุกอย่างในโลก ไม่มีอะไรต้องการทรัพย์สินต่างๆ ทั้งหมดไม่นึกถึง ญาติพี่น้อง ผู้ที่สมาคมไม่นึกถึง ไม่นึกถึงอะไรทั้งหมด จิตมีอารมณ์เฉยสบาย คิดอยู่อย่างเดียวว่า แม้ร่างกายสักครู่เดี่ยวมันอาจจะตาย ถ้ามันตายเวลานี้ก็เป็นเรื่องมัน ไม่เสียดายร่างกาย อารมณ์เป็นสุขใครไปใครมา ก็คุยปรกติ บางคนคิดว่าไม่ได้ป่วย แต่ความจริงเดินไม่ค่อยไหว แต่ว่าเวลานั้น ปรากฏว่า เวลา ๒ ทุ่มตรง เป็นเวลาที่อาการอืดเสืยดมันจะมา กลับกลายเป็นท้าวสหัมบดีพรหมท่านมา

ท่านมาให้ลักษณะร่างกายของท่านเต็มอัตรา แต่งตัวสวยมาก ทรวดทรงสวย แสงสว่างมาก ทั่วจักรวาล ท่านมาถึง ท่านก็ยืนบอกว่าคุณ พุทธเจ้าสั่งให้ไปเข้าเฝ้า ก็ถามว่า พระพุทธเจ้าอยู่ที่ไหน ท่านก็บอกว่า พระพุทธเจ้าอยู่ที่นิพพาน ท่านให้คุณไปพบท่าน ก็บอกท่านว่า นิพพานอยู่ไหน อาตมาก็ไม่ทราบ ถ้างั้นท่านพาไปก็แล้วกัน อาตมาจะตามไป ท่านก็ออกหน้าไป แทนที่ท่านจะพาสวรรค์ ไปพรหมโลกก่อน ท่านพาไปดูนรก ตั้งแต่โลกันต์ ตั้งแต่โลกันต์มหานรก แล้วก็อเวจี แล้วก็เรื่อยมาถึง ขุมที่ ๑ เรื่อยขึ้นมาตามลำดับถึงแดนเปรต อสุรกาย แดนสัตว์เดรัจฉาน จนกระทั่งมาถึงแดนมนุษย์ ถึงแดนเทวดา ถึงแดนพรหม พอถึง พรหมชั้นที่ ๑๖ ก็ปรากฏว่า ถึงวิมานของท่าน ท่านก็บอกว่าหน้าที่ของผมที่จะพามา มีแค่นี้ แดนนิพพานก็เป็นหน้าที่ของท่านแต่เพียงแต่ผู้เดียว

ตอนนั้น บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย เป็นเรื่องแปลกขณะที่ท่านพาไปตั้งแต่ โลกันตนรกขึ้นไปกำลังมันดีมาก เรี่ยวแรงเดินไม่รู้เหนื่อยเดินชมด้วยความเพลิดเพลิน พอมองเห็นนรก ก็นึกในใจว่า แต่ละขุมเราไม่มา พอมาถึงแดนมนุษย์ ก็คิดว่าแดนมนุษย์นี่เต็มไปด้วยความทุกข์ยากมากมาย มีความวุ่นวายมาก เราไม่มาไปถึงแดนสวรรค์ ไปถึงแดนพรหม ก็นึกว่าท่านทั้งหลาย มีความสุขของท่านแต่ไม่ช้าก็จุติ เราไม่มา แต่ไอ้คิดว่าไม่มานี่ ก็ไม่รู้ ว่าจะไปทางไหน

ต่อไปท่านก็บอกว่า นี่ทางไปนิพพาน ท่านชี้ให้ดูเป็นทางที่ราบเรียบเหมือนแก้วผสมทอง แพรวพราวเป็นระยับ ก็ถามว่าทำไมท่านไม่พาไป ท่านบอกไม่ใช่หน้าที่ของผม เป็นหน้าของท่านที่ต้องไปเฝ้าพระพุทธเจ้าเอง ตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าพระพุทธเจ้าอยู่ไหน นิพพาน เขาบอกว่าเป็นสูญ แต่ท่านสหัมบดีพรหมกลับบอกว่า เป็นแดนนิพาน ก็แปลกใจ ก็ตั้งใจเดินไป พอพ้นเขตพรหมชั้นที่ ๑๖ บรรดาพุทธบริษัท ร่างกายมันอ่อนเพลียมาก เหมือนคนรื้อไข้ เดินโผผวนซวนเซใกล้จะล้ม แต่ก็พยายามไปเพราะถือว่าเป็นคำสั่ง เรื่องนี้ถือมาตั้งแต่เด็ก

เมื่อเดินไปสักครู่หนึ่ง ก็พบบริเวณวัดวัดหนึ่ง มีกำแพงเหมือนแก้วผสมทอง สวยงามมีวิมานอยู่หน้าประตูใหญ่สี่วิมาน ที่สี่วิมาน มีพระอรหันต์ ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดว่านิพพานมีอยู่ คิดว่าเป็นพรหมไหว้ ก็รับไหว้ท่าน ถามท่านว่า ที่นี่ วัดอะไร ท่านก็เลยบอกว่าเป็นเรื่องของท่านจะพึงรู้เอง ก็เดินหลีกท่านไปเข้าไปภายใน ไปเดินรอบๆ บริเวณ ร่างกายมันจะล้ม เห็นสวยสดงดงาม ดูพื้นก็พื้นเป็นผสมทองแก้ว กำแพงก็เหมือนทองผสมแก้วมีกุฏิ สามหลัง หลังหนึ่งใหญ่ยาวมาก คล้ายกับวิหาร ๑๐๐ เมตร อีก ๒ หลัง ด้านหน้า เหมือนมณฑปหลวงพ่อปาน กับพระปัจเจกพระพุทธเจ้าแต่ก็ตั้งชิดกันไม่ห่างกันแบบนั้น แบบนั้นเป็นบริเวณ กว้างอีกด้านหนึ่งก็มีหอระฆัง หอระฆังก็แก้วผสมทอง เหมือนกันหมด ระยิบระยับ สวยสดงดงาม บอกไม่ถูก มันเพลิดเพลินเจริญใจมาก เดินไปปรากฏว่า ในบริเวณนั้นไม่มีใครอยู่เลย คนสักคนหนึ่งก็ไม่มี พอเดินไปถึงหอระฆัง คิดว่าไปไม่ไหวล้มกายลงนอนบนพื้นหอระฆัง คิดว่าไปไม่ไหวแล้ว นอนตรงเนี้ยแหละ

ร่างกายที่ข้างล่างมันจะเป็นจะตายก็เรื่องมันเป็น อันว่าพอนอนหันหน้า ไปทางด้านทิศตะวันออก ก็พอดีเห็นพระองค์หนึ่งเดินมา ท่านแต่งกายเหมือนพระธรรมดา แต่ว่ามีฉัพพรรณรังสีรัศมี ๖ ประการ สว่างมาก สวยงดงามมาก เหมือนกับพระจันทร์ทรงกลด ภาพนี้เคยเห็นเป็นปกติ ก็ทราบว่า นั้นคือพระพุทธเจ้า ก็ทราบว่าพระพุทธเจ้าเสด็จมา ก็เห็นท่านมาทางกำแพง ไม่เข้าทางประตู ก็คิดว่าท่านจะต้องกระโดดกำแพง แต่ความจริงเมื่อถึงแล้วท่านไม่กระโดดกำแพงมันขาดออก แล้วหดเข้าเป็นช่องให้ท่านเดินเข้ามา พอท่านผ่านกำแพงติดตามเดิม พอมาถึงท่านก็นั่งใกล้ๆ พอท่านลุกจากที่ที่นอน มานั่งข้างล่างกราบท่าน ท่านถามว่าอยากจะมานิพพานไหม ก็ตอบว่า นิพพานมีสภาพสูญ ท่านถามว่าที่นี่เขาเรียกว่าอะไร ? ตอบว่าไม่ทราบ ท่านถามถึงเทวดาทุกชั้น พรหมทุกชั้น รู้จักไหม ก็ตอบว่า ผ่านมาหมดแล้ว เมื่อเลยพรหมชั้นที่ ๑๖ เขาเรียกว่าอะไร ก็ตอบว่า ตำราไม่มี ท่านก็เลยบอกว่า ที่นี้เรียกว่า นิพพาน
เรื่องนี้ บรรดาท่านพุทธบริษัท ถ้าต้องการละเอียด รู้รายละเอียด ก็ขอให้ดู หนังสือประวัติหลวงพ่อปานก็แล้วกันนะ ที่นี่มีเวลาน้อย นี่หมดเวลา ไปตั้ง ๑๐ นาทีกว่าแล้ว

ก็ขอย้อนหลัง ว่านิพพานพบมาตั้งแต่สมัยนั้น และตั้งแต่วันนั้น มาจนถึงวันนี้ บรรดาท่านพุทธบริษัท จิตใจไม่เคยพลาดพระนิพพาน ไปนิพพานทุกวัน ถ้าถามว่าไปวันละกี่ชั่วโมงก็บอกว่าไปทุกวัน วันละหลายครั้ง ตามวาระพึงมี ทีนี้ก็มานั่งคุยกันก่อน ที่มาพูดก็เพราะว่าพูดถึงเรื่องนิพพาน

เมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๓๕ วันนั้นก็นอนนึกถึง สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ว่าท่านมีอายุ ๖๐ ปี ใครๆ เขาก็ทำบุญกัน ก็เลยอยากจะบอกบุญ บรรดาญาติโยมพุทธบริษัท ว่านับตั้งแต่บัดนี้ เป็นต้นไป ให้ทุกคนตั้งใจบำเพ็ญกุศล ร่วมโดยเสด็จพระราชกุศลกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กับสมเด็จพระบรมราชินีนาถทั้งนี้เพราะท่านทำประโยชน์แก่ประเทศชาติ แก่คนทั่วไป ทั้งคนและสัตว์ แก่คนทั่วไป ทั้งคนและสัตว์ ให้มีความสุขปล่อยปลาให้เป็นอิสระ สร้างสถานที่ รวมทุกอย่างที่ท่านทราบอยู่แล้ว ว่าทั้งสองพระองค์นี่ ทำบุญกว้างขวางมาก ยากที่คนอื่นจะพึงทำได้ อย่างพวกเรา อย่างเก่งก็ซื้อปลามาปล่อยในบ่อบ้าง ในสระบ้างถ้าจะปล่อยในแม่น้ำก็กลัวคนจะมากิน นี่ท่านทำทุกอย่าง ก็คิดว่าอยากจะให้ทุกคนทำตามท่านบ้าง แต่มาสะดุดใจอยู่นิดหนึ่งว่า อยากจะให้ทุกคนทำตามท่าน แต่มันก็มาสะดุดใจอยู่นิดหนึ่งว่าการปล่อยปลาให้ลงแม่น้ำ ถ้าบังเอิญ คนเขาจับปลาเรามากิน เราจะบาปไหม เพราะว่าเราปล่อยลงไปเขาก็จับกิน

ต่อมาก็ตั้งใจคิดว่า เราตอบเองไม่ได้ ต้องอาศัยพระ พระตอบ เป็นของแน่นอนมาก จึงรวบรวมกำลังใจ ไปที่เทวสภา พอไปถึงก็ขอบคุณบรรดาเทวดาและพรหมทั้งหลายที่ท่านช่วยเหลืองานทุกอย่าง งานทุกประเภทท่านช่วยเหลืองานทุกอย่าง งานทุกประเภทท่านช่วย ก็ไปไหว้ท่านที่มีพระคุณต่างๆ มีบิดามารดาในอดีตเป็นต้น หลังจากนั้นแล้ว เทวดานางฟ้า กับพรหม ก็กราบ แต่ความจริง ไม่ได้กราบอาตมา ขึ้นไป อาตมาก็หันไปดูข้างหลัง เห็นพระพุทธเจ้าองค์ปฐมมาประทับอยู่บนแท่นสำหรับเทศน์ไม่ทราบว่าท่านมาเมื่อไร จึงหันไปกราบท่าน หลังจากนั้นท่านก็เทศน์ว่า บรรดาท่านทั้งหลายที่เป็นเทวดาก็ดีที่เป็นนางฟ้าก็ดี เป็นพรหมก็ดี ที่อยู่ในที่นี้ทั้งหมด จงอย่าประมาทในชีวิต คิดว่าตนเองจะไม่จุติจงอย่าคิดว่าความเป็นเทวดาเป็นทิพย์นี่จะเป็น สมบัติของเราตลอดกาลตลอดสมัย ทั้งนี้ก็เพราะว่าทุกคนส่วนใหญ่มีความสุข แต่ว่าหลายท่านสร้างบุญกุศลต่อ แต่เทวดานางฟ้าใหม่ ๆ ยังเพลิดเพลินในความเป็นทิพย์ ลืมความเป็น ลืมความตาย เพราะเป็นมนุษย์มันเป็นทุกข์ พอเป็นเทวดา เป็นนางฟ้าอยู่ในสวรรค์ เป็นพรหมมีความสุข ก็เลยเพลิดเพลินความเป็นทิพย์ ทุกองค์จงอย่าลืมว่าทุกคนมีบาปกันคนละเยอะๆ ทำบาปมากกว่าทำบุญ บาปมันยังติดกายท่านอยู่ พอท่านพูดนี้ บรรดาท่านพุทธบริษัท ก็เห็นบาปดำขึ้นมาถึงหน้าอก ถึงยอดอกทุกองค์ ถ้าท่านทั้งหลายจะต้องจุติจากที่นี่ จะต้องลงไปชำระหนี้บาป นั้นคือจะต้องลงนรกที่เป็นแดนที่มีทุกข์หนัก

ท่านก็ชี้มือไปที่นรก เห็นนรกสว่างไสวมาก มีไฟแดงฉานมีการถูกลงโทษต่างๆ แต่ละขุม ๆ ท่านก็อธิบายว่า แต่ละขุมลงโทษอะไรบ้าง ทำบาปอะไรลงขุมไหน แต่ละขุมไม่มีความสุขไฟลุกโชติช่วง พื้นก็เป็นพื้นเหล็กเหล็กก็แดงฉาน และค้อนทุบบ้าง ถูกหอกแทงบ้าง ถูกดาบฟันบ้าง อย่างนี้เป็นปกติ เมื่อสิ้นบาปจากขุมต่อไปเพราะบาปแต่ละคนมีมาก 

บรรดาเทวดานาฟ้าและพรหมทั้งหมดเห็นก็หน้าซีด รู้สึกถึงบาปที่ตัวทำไว้สมัยที่เป็นมนุษย์ และทำไว้หลายๆ ชาติ สะสมตัวเอง บาปหนัก ท่านถามว่า เทวดา นางฟ้า และพรหม กลัวไหม ทุกข์องค์ก็บอกว่ากลัวก็เอาอย่านี้ก็แล้วกันนะ ต่อนี้ไป ถ้าปฏิบัติได้ ทุกองค์จะไม่มีโทษของบาป บาปจะไม่สามารถลงโทษได้คือ

จงคิดไว้เสมอว่า ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง แต่ความตายเป็นของเที่ยง ก่อนตาย เราจะไม่ยอมลงอบายภูมิ เวลานี้เรามาครึ่งทางของพระนิพพานแล้ว จากมนุษย์นับเป็นจุกแรก มาถึงสวรรค์ ถือว่าเป็นกลางทาง โน่นพระนิพพาน ท่านชี้มือขึ้นไปให้ดู เห็นพระนิพพานแจ่มใสมาก เป็นของใกล้ ๆ เป็นของไม่ไกล อย่างนี้ บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย อาจจะขัดกับความเห็นของบุคคลบางคนเอาตำรา อาตมาถือว่า ถ้าพระพุทธเจ้าเทศน์ ต้องจริงเพราะฟังเทศน์มาหลายสิบปีแล้ว ไม่มีอะไรไม่จริง ท่านบอกทุกอย่าง จริงหมด ถ้าเราไม่เชื่ออุปาทานทุกองค์ก็บอกว่า อยากจะไปนิพพาน มันพ้นทุกข์ จะไม่มีเคลื่อน ไปนิพพานแล้ว ไม่ไปไหนครับ อยู่ที่นั้น ท่านก็เลยบอกตั้งใจตามนี้นะ

คิดว่าชีวิตนี้มันตาย ถ้าเราจะตายเราจะไม่ยอมไปอบายภูมิ เราจะเคารพพระพุทธเจ้า พระพุทธ พระอริยสงฆ์ ด้วยความจริงใจ และมีศีล ๕ บริสุทธิ์ และตัดความโง่ออกจากใจ คืออวิชาคือไม่อยาก เป็นมนุษย์ต่อไป ไม่อยากเป็นเทวดานางฟ้าเป็นพรหมต่อไป ต้องการนิพพานจุดเดียว เอาจิตเข้าไปจับไว้เฉพาะนิพพาน ตั้งใจไว้อย่างยิ่ง ว่าถ้าร่างกายนี้มันพังเมื่อไร ความเป็นทิพย์สบายตัวเมื่อไร เราจะไปนิพพานเมื่อนั้น เพียงเท่านี้ เทวดากับพรหมทั้งหลาย ก็มีสภาพแจ่มใส มีธรรมปิติแสงสว่างมากกว่าเดิมมาก

แล้วหันมาถามว่าฤาษี มีความสงสัยอะไรบ้าง เมื่อสองสามวันที่แล้วมาคิดอะไร ถามฉันก็ได้นะ ถ้าสงสัย ก็ตอบว่า มีความรู้สึกว่าอยากจะบอกบุญให้บรรดาญาติพุทธบริษัททั้งหลาย ที่ตั้งใจบำเพ็ญบารมีเข้มข้นใกล้นิพพานขึ้นมา ให้มานิพพานเร็วๆ เพราะทุกคนตั้งใจดี บุญอย่างอื่นก็ทำกันหมด ขาดอยู่อย่างหนึ่งคือ โดยเสด็จพระราชกุศล แต่การโดยพระราชกุศลพระบรมราชินาถ ก็ไปปล่อยปลา ถ้าปล่อยปลา ถ้าปลาที่ตั้งใจให้คนกินมันจะบาปไหม 

ท่านบอกว่าอย่าเพิ่งตัดสินใจตามนั้นซี มันอยู่เจตนาของคนปล่อย ถ้าผู้ปล่อยคิดว่า ปลาทั้งหมดนี่ เราต้องการให้คนจับไปกิน เราก็บาปตามเขา แต่ถ้าปล่อยไว้เพื่ออนุรักษ์ ของที่มีอยู่เคยมีอยู่แล้วมันหมดไป อย่างปลานี่ เป็นเครื่องประดับน้ำ มันไม่มีความชุ่มชื่นใจ เราเห็นแต่น้ำใสมีความสดชื่นใจจริง ถ้ามีปลาว่ายมา เราจะรู้สึกว่ามันเป็นสุขมาก จิตใจเราจะสบายมากเพราะว่า ปลาเป็นเครื่องประดับน้ำ ถ้าผู้ปล่อยมีความรู้สึกว่า ๑ เรา เลี้ยงปลาให้ชีวิต นี่เราเป็นบุญ ประการที่ ๒ เวลาปล่อย ปล่อยต้องการให้ปลาเป็นอิสระภาพอยู่ในที่คับแคบย่อมไม่มีความสุข ถ้าอยู่ในที่กว้างจะมีความสุขมาก ถ้าเป็นอิสรภาพ หากินสบาย จะไปไหนมาไหนก็ไปได้ตามอัธยาศัย นี่เป็นบุญ การปล่อยปลาเขาถือว่าเป็นบุญมาก แต่ถ้าไปนึกว่าปลานี้จงเป็นเหยื่อของคนอย่างนี้บาป มันอยู่ที่เจตนา เข้าใจว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ดี พระบรมราชินาถ ไม่คิดว่าจงเป็นอาหารของคน ต้องการเพียงว่า อนุรักษ์ให้ปลามันมีอยู่ในแม่น้ำ แม่น้ำสายนี้เคยมีปลา แต่เวลานี้ไม่มีปลา ก็ปล่อยปลาลงไป ให้ปลาเป็นอิสรภาพ ในเมื่อเราทำบุญกับท่าน ปลาทั้งหลายเป็นอิสรภาพจากนรกฉันนั้น คือไม่ลงนรก ประการที่ ๓ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กับสมเด็จพระบรมราชินาถสงเคราะห์คนทั่วประเทศ จะทรงมีความลำบากอย่างไรก็ตามทีเสด็จตามเสมอ ไปด้วยกันเสมอ ช่วยทุกอย่างให้คนทีอาชีพ คือช่วยอย่างถาวร 

ให้คนมีอาชีพดีขึ้น ไม่ใช่ให้กินให้หมด อย่างนี้ คนทุกคนที่ได้รับการช่วยเหลือมีความสุขขึ้น ก็มีภาพหลายภาพที่เขาแสดงทางโทรทัศน์ ว่าเมื่อก่อนนี้มีความยากเข็ญใจ ไม่มีอะไรจะกิน แต่เวลานี้ ได้อาศัยพระมหาการุณาธิคุณของท่าน กระทั้งมีกินมีใช้ มีรายได้ปีละเป็นหมื่นๆ บาท เงินหมื่นบาท แม้จะไม่มากแต่ก็มากสำหรับคนจน คนที่ไม่เคยมี 

รวมความว่า ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ดี สมเด็จพระบรมราชินีนาถก็ดี ทำร่วมกับท่าน จะมีเงินมากหรือเงินน้อยก็ตามไม่สำคัญ หลายๆ คนรวมกัน ก็มากขึ้นเองจะเป็นเหตุให้มีบารมีใกล้พระนิพพานยิ่งขึ้น จะมีบารมีเต็มเร็วและสามารถจะไปนิพพานได้โดยง่ายตรงนี้สิบรรดาท่านพุทธบริษัท จับใจเหลือเกิน เพราะที่คนพูดนั้น ก็มองนิพพาน อยู่ใสแจ๋ว

เพราะพระนิพพาน เป็นแดนสุข เทวดานางฟ้าและพรหมทั้งหมด ก็สนับสนุน ท่านสหัมบดีพรหมท่านเข้ามาใกล้ ท่านบอกว่า คุณลงไปบอกบุญเขาได้เลยนะ

การบอกบุญมี ๒ อย่าง คือ

๑. ให้เขาทำคนละเล็กละน้อยคิดเป็นเวลาสิ้นปีถึงวันที่ ๑๒ สิงหาคม ของทุกปี จะให้ตัวแทนไปถวายพระบาทสมเด็จพระบรมราชินาถ องค์ละเท่าๆกัน จะเป็นเงินมากเงินน้อยก็เหมือนกัน เราเป็นคนจน เราไม่สามารถจะเงิน ๑๐ ล้าน หลายร้อยล้านมาได้ แต่ถ้าทุกคนร่วมกันก็สามารถจะเป็นเงินขึ้นมาได้ ถ้าใครเขาตั้งใจจะถวายด้วยตนเองด้วยกำลังศรัธาก็ค่อยไปคอยท่านที่บริเวณ โบสถ์วัด พระแก้วเข้าไปที่นั้น พอท่านเสด็จเข้าไป ก็ชูมือ ไม่ต้องยกสูง ยกสตัง ยกแบ็งค์ ให้ท่านเห็น ท่านก็รับ ท่านไม่ถือพระองค์ ทั้ง ๒ องค์นี้กษัตริย์ผู้ทรงธรรม จริงๆ ก็เป็นอันว่า พระพุทธเจ้าก็ยอมรับ

ท่านว่า เออ ฤาษี ที่ท่านสหัมบดีพรหมแนะนำน่ะ ถูกต้องแล้ว ก็เป็นอันตัดสินใจว่า วันเฉลิมพระชนม์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถ้าหากมีโอกาส จะพึงมี ท่านจะโปรดจะให้ตัวแทนจัดเงินส่วนหนึ่งของบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย บริจาคมาทั้งหมด ไปถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับสมเด็จพระบรมราชินาถ ที่ใกล้ๆ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ

หลังจากนั้นก็ทุกปี จะค่อยๆ รวมเงินกันเป็นเดือน ๆ เดือนหนึ่ง เข้าซอยสายลม จะส่งไปทางไปรษณีย์ มารวมกันได้เท่าไรประกาศ ให้ทราบทีหลัง แล้วตั้งตัวแทนไปถวายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เราจะได้ใกล้นิพพานกันยิ่งขึ้น

บรรดาญาติโยมพุทธบริษัท คำแนะนำนี้ เป็นคำแนะนำขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วย เป็นคำแนะนำของท่านสหัมบดีพรหมด้วย ช่วยแนะนำให้พวกเรา มีบุญบารมีใกล้พระนิพพานยิ่งขึ้น มีบารมีเต็ม หวังว่า คงไม่เป็นที่ขัดใจของบรรดาญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย

เวลาหมดแล้ว ขอความสุขสวัสดิ์ พิพัฒนมงคล สมบูรณ์พูนผลจงมีแด่บรรดาท่านพุทธ-ศาสนิกชน ผู้อ่าน และผู้ฟังทุกท่าน สวัสดี…

ที่มา : board palungjit.com

วิธีเอาชนะความโกรธ(โทสะ)

ก่อนจะเข้าสู่เนื้อหา ผมมีเรื่องมาเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังเล่นๆ ครับ แต่ถ้ากลัวจะเฝือ ก็ข้ามไปส่วนเนื้อหาเลยก็ได้ครับ อิอิ…. ช่วงนี้ไม่รู้เป็นไร เหมือนโดนธรรมะทดสอบเรื่องโทสะ เจอคนมาโกรธใส่ตลอดทั้งๆ ที่เราไม่มีเจตนาจะทำให้เขาไม่พอใจแต่อย่างใด หรือไม่ก็มีคนรอบข้างโกรธกัน ด่ากันให้เห็นไม่เว้นแต่ละวัน(แต่ก่อนรู้สึกว่าไม่ถึงขนาดนี้) เลยเป็นแรงจูงใจให้เขียนบทความนี้ขึ้นครับ

ขอยกเหตุการณ์ที่รุนแรงสุดในช่วงนี้ละกันครับ วันก่อนนึกว่าจะโดนฆ่าตายซะแล้วครับ เหตุเพราะวันนั้นฝนตกหนัก แล้วรถผมกระจกหลังฝ้าขึ้น มองไม่ค่อยเห็นรถข้างหลัง บวกกับเป็นตอนกลางคืนด้วย หลังจากขับผ่านไฟแดงมา รถคันข้างหน้าขับช้ามากก็เลยว่าจะแซงซ้าย มองดูข้างหลังก็ไม่เห็นมีรถ ก็เลยหักซ้ายมาเลยเต็มที่ ปรากฏว่ามีรถกระบะที่พึ่งเลี้ยวซ้ายมากะจะแซงซ้ายเหมือนกัน แล้วเหมือนเราหักมาตัดหน้าแต่เขาก็เบรกทัน ไม่ได้ชนกันแต่อย่างใด ที่รู้ว่ามีรถอยู่ข้างหลังเพราะเขาตีไฟสูงใส่สองสามรอบ ไอ้เราก็รู้สึกผิดที่ตัดหน้าเขา(จริงๆ ผิดทั้งคู่เพราะกะแซงซ้ายเหมือนกัน อิอิ) เพราะมองไม่เห็นจริงๆ แต่มันได้มาแล้วก็เลยรีบแซงซ้ายขึ้นมาแล้วก็รีบขับออกไป….

เหตุการณ์ก็ผ่านไป เหมือนจะไม่มีอะไร แต่ปรากฏว่ารถคันนี้ขับตามมาติดๆ แล้วตีไฟสูงใส่ตลอด ไอ้เราก็นึกว่าเขารีบหลังจากแซงคันอื่นเสร็จก็รีบชิดซ้ายทันทีให้เขาแซงไป ปรากฏว่าเขากลับขับแซงแล้วปาดหน้ามาเลนส์เราจนเกือบจะชนกัน ก็รู้ว่าเขาคงโกรธที่เราตัดหน้า ก็โกรธแป๊บนึงว่าจะเจ้าคิดเจ้าแค้นอะไรกันนักหนา แต่ก็ให้อภัยทานทัน ก็ไม่เป็นไร เขาจะได้คลายความโกรธ แต่ปรากฏว่าไม่ใช่ครับ เขาขับดักหน้าเรา พยายามเบรกต่อหน้าเรา ก็ตกใจ อะไรของมัน ผมเลยจะขับแซงไป เขาก็ไม่ยอมให้แซง เราขับมาเลนส์ขวาเพื่อแซงเขาก็มาดักขวา พอเราจะแซงซ้ายเขาก็ไปดักซ้าย สุดท้ายเขาก็ขับคร่อมกลางถนนให้เราแซงไม่ได้ ตอนนั้นก็รู้สึกโกรธเขาเป็นระยะ เมื่อรู้สึกตัวก็ให้อภัยเป็นระยะ กะว่าสักหน่อยเขาคงพอใจ สุดท้ายมีจังหวะเลยขับแซงไปได้ ผมก็เร่งหนีเลยทีนี้ แต่ปรากฏเขาตามเราตลอด ผมพยามขับหนีด้วยความเร็ว 140 กม./ชม.(คิดดูว่าฝนตก ถนนก็ลื่น แต่ด้วยความที่อยากหนีไปให้พ้นๆ ก็เลยเสี่ยงตาย) แต่ผิดคาดครับ เขาก็ตามมาตลอด ตีไฟสูงใส่ตลอด แซงกันไปแซงกันมา ไล่ล่ากันยังกะในหนัง 2 fast 2 furious ก็ไม่ปาน จนรู้สึกเหนื่อยใจว่าเมื่อไหร่เขาจะเลิกไล่ล่าเราซะที สุดท้ายเข้าเขตเมือง รถเยอะผมเลยขับไปตามหลังรถคันหนึ่ง เขาก็ขับแซงไปแล้ว ผมก็ขับเอื่อยเฉื่อย กะว่าเขาคงไปไกลแล้ว ก็เลยขับไปตามปกติครับ ไปเจอว่าคุณพี่ไปแอบตามก้นสิบล้ออยู่ (ดักรอผมนั่นเอง) ผมก็เลยแซงไป ไปถึงไฟแดงจะเข้าเมือง กลัวเขาตามทันเลยขับออกไปทางบายพาส ปรากฏว่าสักหน่อยเห็นตามมาอีก (อุตส่าห์นึกว่าหนีรอดแล้ว) จนสุดท้ายเขาขับแซงเรามาถึงไฟแดง เขาก็มาชิดขวาทำท่าหยังเชิงว่าเราจะไปเลนส์ไหน พอเห็นเขาอยู่เลนส์ขวาเราก็เลยไปซ้ายเลยครับ แต่ความซวยมาเยือนกระผมซะแล้ว ไฟแดงครับพี่น้องครับ ติดไฟแดง ยิ่งกว่านั้นคุณพี่รีบขับมาจอดประกบอยู่ข้างหลังเลยครับ คิดว่ามันจะเอาปืนมายิงตรูรึเปล่าว้าาา…เพราะเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้านี้พึ่งมีข่าวที่พันตำรวจถูกเด็กปั๊มยิงตายเหตุเพราะไม่ยอมจ่ายค่าแก๊สรถยนต์ที่เกินมา 1 บาท (คิดดูว่าแค่เงิน 1 บาทยังทำให้คนฆ่ากันได้ โทสะนี่มันร้ายจริงๆ)

ต่อครับ พอคิดได้ดังนี้เลยรีบกดล็อคประตูรถไว้ แต่ก็คิดว่า ไม่น่ามีอะไรเพราะฝนตกอยู่ คุณพี่คงไม่ถึงขนาดเดินลุยฝนมาเอาเรื่องเราหรอกมั้ง ก็นั่งฟังเพลงไปชิวๆ แต่แล้วเกินคาดอีกแล้ว รู้ตัวอีกทีคุณพี่กำลังทุบกระจกรถผมอยู่ ตกใจสะดุ้งหันไปมอง ไม่เห็นคุณพี่มีปืน ไฟก็ยังแดงอยู่จะขับหนีก็ไม่ได้ ก็เลยเลื่อนกระจกลงเล็กน้อยพอให้สนทนาภาษาดอกไม้กันได้ หุหุ พอเลื่อนกระจกลงเท่านั้นล่ะครับ สรรพสัตว์มาเป็นชุดเลยครับ เมื่อเช้าก็ว่าเราก็เป็นคนอยู่นะ ทำไมตอนนี้พึ่งรู้ว่าเราเป็นทั้งเหี้ย เป็นทั้งควายด้วยเหรอ เขาด่ามาเยอะมาก ผมจำไม่ค่อยได้ ประมาณว่า “ทำไมมึงขับตัดหน้ากู” ผมก็บอกว่า “กระจกหลังรถผมเป็นฝ้ามองไม่เห็นจริงๆ “ “มึงจะไม่เห็นได้ยังไง มึงรู้มั้ยว่ามันอันตรายกับกู” หลังจากนั้นก็ทุบกระจกรถผมอีก 3-4 ที แล้วก็ทิ้งท้ายให้ผมด้วยคำหวานๆ ว่า “ควย” แล้วจากไปแต่โดยดี พอดีไฟเขียว (ตอนไหนไม่รู้) ผมก็เลยขับไปด้วยความโล่งใจ ที่ยังรอดมาได้ ดีที่คุณพี่เขาไม่มีปืน ไม่งั้นผมคงมอดม้วยมรณาชีวาวาดไปแล้ว ใช้เวลาไล่ล่ากันนานประมาณครึ่งชั่วโมง สุดท้ายคุณพี่เขาก็สมดังใจปรารถนาที่ได้ด่าผมอย่างสาแก่ใจ พร้อมทั้งได้ตากฝนเย็นดี แถมท้ายด้วยการทุบกระจกรถผมให้มือคุณพี่เขาเจ็บช้ำเล่น….

ผมก็ขับรถไปยังที่หมายต่อ คือ บิ๊กซี(หลังจากที่อ้อมมาตั้งไกล หุหุ) พร้อมกับมานั่งพิจารณาว่า นี่ละน้อโทษของโทสะ มันช่างเร่าร้อนเผาผลาญซะจริง คิดดูว่าเขายอมเสียเวลาไล่ล่าผมตั้งนาน ยอมเสี่ยงตายขับรถเร็ว ทั้งๆ ที่ฝนตก สุดท้ายยอมเปียกฝนเพียงเพื่อจะมาด่าผมให้หายแค้น และยอมเจ็บตัวเพื่อระบายความแค้นในใจ โดยที่ผมก็ไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไรด้วยเลย และไม่ควรจะเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ขึ้นถ้าเขาไม่พยาบาทอาฆาตตั้งแต่แรก

ถ้าเป็นแต่ก่อนที่ผมจะหันมาศึกษาธรรมะและเรียนรู้การตามดูจิต ดูโทสะ โมหะ โลภะ ราคะ และรู้ว่าอารมณ์จิตเหล่านี้มันไม่เที่ยง มีเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป มีสภาพที่เป็นทุกข์ และไม่มีตัวตนเป็นแต่เพียงการปรุงแต่งของจิต และเรียนรู้ที่จะให้อภัย โดยเจริญพรหมวิหารธรรม อันได้แก่ เมตตา กรุณา มุฑิตา อุเบกขา ผมคงไม่หยุดอยู่แค่นี้หรอกขอรับ เพราะเดิมผมมันก็เป็นพวกโทสะจริตอยู่แล้ว ผมคงตอบโต้ไปจนตายไปกันข้างหนึ่งเลยล่ะ (แต่สงสัยผมจะเป็นฝ่ายตาย เพราะตัวเล็กกว่า หุหุ) จบเรื่องเล่าเอาไว้เท่านี้ก่อน ขอกลับเข้าสู่เนื้อหาจริงๆ ที่จะนำเสนอกันในวันนี้คือ วิธีเอาชนะความโกรธ ดังคำสอนของหลวงพ่อฤาษีฯ วัดท่าซุงครับ…..

ความโกรธ

โดย พระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)

จะขอเอาเรื่องเลว ๆ ว่าด้วยความโกรธมาเล่าสู่กัน แต่ไม่ใช่เรื่องของฉันนะ เป็นเรื่องของพระพุทธเจ้าซึ่งมีใน พระสุตตันตปิฎก สังยุตนิกาย สัคคาทวรรค เล่มที่ ๑๕ ฉบับสยามรัฐ หน้า ๒๒๔

เรื่องของความโกรธไม่ใช่พระพุทธเจ้าโกรธ คนอื่นเขาโกรธพระพุทธเจ้า เขาโกรธแล้วไม่พอ เขายังด่าพระพุทธเจ้าด้วย ท่านกล่าวว่า ” สมัยหนึ่งองค์สมเด็จ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพักอยู่ในมหาวิหาร ชื่อว่า  เวฬุวัน วิหารนี้สมัยนั้นเป็นสวน เป็นที่พระราชทานเหยื่อกระแตของพระเจ้าแผ่นดินมคธ ทรงพระนามว่า พระเจ้า พิมพิสาร

ท่านกล่าวว่า มีพราหมณ์คนหนึ่งมีนามว่า ภาวทวาชโคตร ท่านออกจากเรือนแล้วไปบวชเป็นบรรพชิตในสำนักขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เพื่อนของท่านคนหนึ่ง เป็นพราหมณ์เหมือนกัน ชื่อ อโคสกทวาชะ ได้ยินข่าวว่าเพื่อนไปบวชในสำนักของพระพุทธเจ้าก็โกรธ

หนอยแน่ พระสมณโคดม ตัวถือสิทธิอย่างหนึ่ง เพิ่งมาใหม่ มาแสดงตัวเด่น เอาเพื่อนของเราไปบวช อันนี้ใช้ไม่ได้

แกโกรธจัด ตามพระบาลีกล่าวว่า อโคสกทวาชพราหมณ์ เข้าไปเฝ้าองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ เข้าไปก็ตั้งใจจะไปด่าพระพุทธเจ้า

ครั้นไปถึงแล้ว ก็ด่าองค์สมเด็จพระบรมครู อย่างชาวบ้านเขาด่ากัน ท่านบอกว่าด่าแบบหยาบ ๆ เหมือนกับคนที่ไม่ใช่คนเขาด่ากัน

สมเด็จพระจอมไตรแก้ยังไง ?

พระพุทธเจ้าฟังอย่างนั้นแล้ว ก็ทรงตรัสกับอโคสกพราหมณ์ว่า

” ดูกร พราหมณ์ ท่านมีความสำคัญอย่างไรในความข้อนั้นเป็นไฉน ถ้ามิตรและอำมาตย์ ที่เป็นญาติสายโลหิตของท่านเคยมาหาท่านบ้างไหม ? “

อโคสกทวาชพราหมณ์ ก็ตอบว่า

พระสมณโคดมผู้เจริญ …

การเรียกชื่อแบบนี้ นี่เขาแสดงอาการเหยียดหยามนะ ท่านบอกว่า

มิตร อำมาตย์ ญาติสายโลหิต ผู้เป็นแขกของข้าพระองค์ย่อมมาในกาลบางคราว

นี่ผู้แปลบอกว่า ข้าพระองค์ นะ แต่ความจริงเขาไม่พูดข้าพระองค์ เพราะเขาโกรธ

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสถามว่า

ดูกร พราหมณ์ ท่านมีความสำคัญในข้อนั้นเป็นไฉน ท่านจัดของเคี้ยว ของบริโภค หรือว่าของดื่ม ต้อนรับมิตร และอำมาตย์ญาติสายโลหิต ผู้เป็นแขกเหล่านั้นบ้างหรือไม่

พราหมณ์แกก็บอกว่า มี พระสมณโคดม ทำไมจะไม่มี เขามาก็ต้อนรับซิ ในบางคราวถ้าแขกไกลหน่อยเราก็รับ ถ้าใกล้หน่อยเราก็ไม่รับ

พระพุทธเจ้าจึงตรัสถามว่า พรหมณ์ ก็ถ้ามิตรและอำมาตย์หรือแขกที่มาหานั้นเขาไม่รับของเคี้ยว ของบริโภค และน้ำดื่มที่ท่านจัดให้นั้น ของทั้งหลายเหล่านั้นมันจะเป็นของใคร?

พราหมณ์แกก็ตอบว่า ถ้าเขาไม่รับ ไอ้ของเหล่านั้นก็เป็นของผมตามเดิม จะเป็นของใครล่ะ

องค์สมเด็จพระจอมไตรจึงได้ทรงตรัสว่า

ดูกร พราหมณ์ ข้อนี้ก็อย่างเดียวกัน ท่านด่าเราผู้ไม่ด่าอยู่ ท่านโกรธเราผู้ไม่โกรธอยู่ ท่านหมายมั่นอาฆาตมาดร้ายเราผู้ไม่อาฆาตอยู่ เราก็ไม่คยคิดว่าจะรับ เรื่องการด่าของท่าน เรื่องการด่านี้เป็นของท่านแต่ผู้เดียว

แล้วก็ทรงตรัสต่อไปว่า ดูกร พราหมณ์ ผู้ใดด่าตอบบุคคลผู้ด่าอยู่ โกรธตอบบุคคลผู้โกรธอยู่ หมายมั่นหรือคิดอาฆาตมาดร้ายต่อบุคคลผู้อาฆาตมาดร้ายอยู่ ผู้นี้เรากล่าวว่าย่อมบริโภคด้วยกัน

บาลีท่านว่าอย่างนั้นนะ หมายความว่า เลวด้วยกัน เดี๋ยวจะไม่เข้าใจ

เป็นอันว่าเขาด่ามาเราก็ด่าไป เขาโกรธมาเราก็โกรธไป เขาเลว เราก็เลว ไอ้ความโกรธ ความด่า นี่มันเลว คนที่ด่าคนน่ะ อย่านึกว่าเขาดีนะ เขาเลว ในเมื่อ เขาเลวแล้วเราก็อย่าเลวตอบ ไอ้สภาพความเลวของเขาคล้าย ๆ กับสุนัขเน่า สุนัขเน่ามันเหม็น มันเลว ไม่มีใครเขาต้องการ เรามีสภาพเหมือนกับใบตอง ถ้าสุนัขเน่า ลอยมา เราเอาใบตองไปห่อสุนัขเน่า ถึงแม้ว่าเราจะไม่เน่ามันมีกลิ่นเหม็นติดใบตอง ใบตองจะไม่เน่าหรือไม่มีกลิ่นฉันใด ถ้าเขาด่าเรา เราด่าเขา มันก็เน่าเท่ากัน ฉะนั้น เมื่อเขาด่าเรามาเขาเลว ก็ขอให้เขาเลวแต่ผู้เดียว เราอย่างไปนั่งเลวกับเขา

ท่านกล่าวต่อไปว่า

ดูกร พราหมณ์ เรื่องมีการด่า เป็นต้น เป็นของท่านแต่ผู้เดียว ท่านผู้เดียวเท่านั้นที่เป็นผู้รับไว้ เราไม่ได้รับ

เอาละซิ ตอนนี้ยุ่ง ท่านกล่าวว่า พระราชา อำมาตย์ พร้อมด้วยบริษัทชาวบ้าน อยู่ที่นั้นด้วยนะ

พราหมณ์ กล่าวว่า นี่ พระสมณโคดม บริษัทของท่านมีพระราชาเป็นต้น ย่อมทราบว่าพระสมณโคดมผู้เจริญว่าเป็นพระอรหันต์ ก็เมื่อท่านเป็นอรหันต์ เช่นนั้น ทำไมท่านจึงโกรธเราอยู่ล่ะ

พระพุทธเจ้าตอบว่ายังไง ?

 

องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสว่า “พราหมณ์ ผู้ไม่โกรธ ฝึกฝนตนดีแล้ว มีความเป็นอยู่สม่ำเสมอ หลุดพ้นแล้ว เพราะรู้ชอบ สงบ คงที่ ความโกรธ จะมีมาจากไหน คนใดโกรธตอบ บุคคลผู้โกรธแล้วผู้นั้นเป็นผู้อาฆาตกว่าบุคคลนั้นเอง”

หมายความ ว่าถ้าเขาโกรธเรา และเราโกรธตอบ เราก็เลวกว่าเขา นี่ท่านด่าแบบประเภทผู้ดีจริง ๆ เพราะการที่บุคคลนั้นไม่โกรธตอบบุคคลผู้โกรธแล้ว ขึ้นชื่อว่าย่อมชนะสงครามอันบุคคลชนะได้โดยยาก

ผู้ใดรู้อยู่ว่า ผู้อื่นโกรธ แล้วมีสติสงบเสียได้ ผู้นั้นชื่อว่าย่อมประพฤติประโยชน์ทั้งสองฝ่าย คือ แก่ตนเองและบุคคลอื่น เมื่อผู้นั้นรักษาประโยชน์ทั้งสองฝ่าย คือ ของตนและบุคคลอื่น คนทั้งหลายที่มีความโง่ ไม่มีความฉลาดในธรรม ย่อมมีความสำคัญว่าบุคคลนั้นเป็นผู้เขลา

นี่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตอบพราหมณ์แบบนี้จำไว้ให้ดีนะ

ถ้าเขาด่าเราแล้วเราไม่ด่าตอบ เขาก็จะคิดว่าเรานี่กลัวเขา เราโง่กว่าเขา เราควรจะด่าตอบ แต่ว่าพระพุทธเจ้าท่านไม่คิดอย่างนั้น ท่านคิดว่าถ้าใครเขาโกรธเรา เราไม่โกรธตอบ ใครเขาด่าเราเราไม่ด่าตอบ เราเป็นผู้ที่ชนะสงครามที่ชนะได้โดยยาก

ก็หมายความสงครามที่จะต้องต่อสู้ ต่อล้อต่อเถียงซึ่งกันและกัน มันมาจากความโกรธ การที่เขาโกรธเรา เราไม่โกรธตอบ เขาด่าเรา เราไม่ด่าตอบ เพราะ ความโกรธเป็นสำคัญ บุคคลนั้นจะต้องมีคุณธรรม ๒ ประการ ประจำใจหรืออย่างใดอย่างหนึ่ง นั่นก็คือ

 

๑. พรหมวิหาร ๔ มี

เมตตา ความรัก

กรุณา ความสงสาร

มุทิตา มีจิตอ่อนโยน

อุเบกขา มีจิตวางเฉย

๒. กสิณ อย่างมดอย่างหนึ่ง คือ

กสิณสีเขียว

กสิณสีแดง

กสิณสีเหลือง

กสิณสีขาว

ในเมื่อท่านทรงฌานทั้ง ๒ ประการเหล่านี้เป็นฌานเบื้องต้น เป็นฌานเล็ก ๆ ก็ชื่อว่าเป็นผู้ชนะสงคราม คือ ความโกรธ ชื่อว่าเป็นผู้ทรงความดีหนัก

ในเมื่อไม่โกรธ ความเดือดร้อนมันก็ไม่มี ผู้โกรธก็เดือดร้อนแต่ผู้เดียว ยิ่งโกรธแล้วเขาไม่โกรธตอบ ความเผาผลาญของใจมันก็แบกผู้เดียว บุคคลอีกฝ่าย หนึ่งเขาก็ไม่ร้อนด้วย ถูกเผาคนเดียว ร้อนคนเดียว

นี่จำให้ดีนะ ความยั่วยุให้โกรธ มันมีอยู่เสมอในที่ทุกสถาน ฉะนั้นบรรดาท่านที่เป็นนักปฏิบัติจงดูพระพุทธดำรัสขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ถ้าจิตใจของเราฝึกฝนดีแล้ว คือ ทรงพรหมวิหาร ๔ ดีแล้ว จนเป็นฌานสมาบัติเอาอย่างต้นนะอย่างเล็ก ๆ เราจะไม่แสดงอาการโกรธตอบและยิ่งกว่านั้น องค์สมเด็จ พระภควันต์ ทรงตัดกิเลสเป็นสมุจเฉทปหารเป็นอรหันต์ คือ เป็นยอดอรหันต์ จะโกรธตอบ ท่านกลับกล่าวว่า

คนที่ไม่โกรธตอบนั่นน่ะเป็นคนดี คนโกรธตอบเป็นคนเลว

จำไว้ตรงนี้แล้วก็นำไปประพฤติปฏิบัติ ทำกายทำใจให้พร้อมนะ

ท่านจงอย่านึกว่าท่านจะไม่ถูกเขาด่า

จงอย่าคิดว่าจะไม่ถูกใครเขาแกล้ง

จงอย่าคิดว่าจะไม่มีใครเขาเบียดเบียนท่าน

และจงอย่าคิดว่าอารมณ์โกรธ จะไม่เกิดขึ้นกับใจของท่าน ถ้าคิดแบบนี้ก็ประมาทเกินไป

เป็นอันว่า เรา ๆ ท่าน ๆ ทั้งหลายก็โดนมาแล้วทุกคน เวลาเขาด่ามาเราก็ด่าไป เขาโกรธมาเราก็โกรธไป มันเป็นความสุขหรือความทุกข์ เราก็จะเห็นได้ว่า มัน เป็นความทุกข์ ไม่ใช่ความสุข

ทีนี้เราลองมาคิดว่า เขาด่ามาเราไม่ด่าไป เขาโกรธมาเราก็ไม่โกรธไป อยากจะด่ายังไงเชิญ อยากจะโกรธก็เชิญโกรธ ใจเราก็เป็นสุข สบายอารมณ์ ใจก็สดชื่น คนด่าคนโกรธก็บ้าไปคนเดียวเท่านั้น เมื่อเขาอยากจะบ้า ก็บ้าไป เราก็ไม่บ้า

อันดับแรก เราจะต้องใช้ ขันติ คือ ความอดใจ หรือ อุเบกขา พยายามวางเฉย ในตอนต้นก็ควรใช้คำว่าพยายามวางเฉยพยายามอดกลั้น พออดกลั้นนาน ๆ พยายามนาน ๆ เข้า ความเคยชินมันก็เกิดอารมณ์เฉย เป็นอุเบกขาปกติ อยากจะด่าก็ด่า อยากจะว่าก็ว่า อยากจะโกรธก็โกรธของนาย ฉันไม่เกี่ยว

เป็นอันว่า พราหมณ์นั้นเมื่อได้ฟังกระแสพระสัทธรรมเทศนาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ก็เกิดความเลื่อมใส จึงกราบทูลองค์สมเด็จพระจอม ไตรบรมศาสดาว่า

ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก พระโคดมผู้เจริญทรงประกาศธรรมโดยปริยายเป็นอันมาก เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีปแก่คนมีที่อยู่ในความมืด หรือคนที่มีจักษุบอดทำให้เห็นทางได้ ข้าพระองค์นี้ขอถือพระองค์ผู้เจริญ ขอถือ พระธรรม และขอถือพระสงฆ์เป็นที่พึ่งตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ข้าพระองค์ขอบรรพชาอุปสมบทในสำนักของพระองค์ผู้เจริญ

เป็นอันว่า ท่านอโคสกทวาชพราหมณ์ก็บวช ภายในไม่ช้าก็บรรลุ อรหันตผล
เอาละท่านพุทธศาสนิกชน และพระโยคาวจรทั้งหลายขอเตือนใจว่า ท่านทั้งหลายจะทรงความดีในเขตของพระพุทธศาสนาก็จงอย่าลืมพระวาจาขององค์ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า

บุคคลใดชนะความโกรธ ชื่อว่าบุคคลนั้น เป็นผู้ชนะสงครามที่ชนะได้ยาก

แต่ความโกรธที่เราจะชนะได้ ก็ต้องอาศัยพรหมวิหาร ๔ ประจำใจ หรือว่าทรงฌานในกสิณ ๔ อย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว จึงจะเป็นผู้ชนะเบื้องต้น หากว่าชนะ ความโกรธได้แล้ว ก็ได้ชื่อว่า เดินเข้าไปสู่พระนิพพาน

 

จากหนังสือ ธัมมวิโมกข์ ฉบับที่ ๑๐๒ หน้า ๑๔๐ (ข้อคิดจากธรรมะ)

ที่มา : http://www.luangporruesi.com

“ท่านพ่อลี ธมฺมธโร” ลำดับอานาปานสติ

วันนี้จะขอนำพระธรรมคำสอนของครูบาอาจารย์สายหลวงปู่มั่น คือ ท่านพ่อลี พระอรหันต์แห่งวัดอโศการาม มาเล่าสู่กันฟัง เผื่อว่าจะตรงจริตกับท่านผู้อ่าน ว่ากันว่าท่านคือ พระเจ้าอโศกมหาราชกลับชาติมาเกิดนั่นเองครับ…

ลำดับอาณาปานสติ

1. เวลาเรานั่ง ถ้าเรายังสังเกตลมไม่ได้ก็ให้ตั้งใจว่า “เราจะหายใจเข้า เราจะหายใจออก” (คือ เราจะเป็นผู้หายใจ ไม่ใช่ปล่อยให้มันหายใจเองโดยธรรมชาติ)

ตั้งสติทำดังนี้ทุกครั้งที่หายใจ แล้วเราก็จะจับลมได้

2. การกั้นจิตให้รู้อยู่ในตัว ไม่ใช่หมายความว่า ให้กั้นโดยกักขัง ได้แก่ การสะกดจิต สะกดลม กลั้นลม จนเกิดความอึดอัดขาดความอิสระ อย่ากลั้นลม หรือสกัดลมไว้ ต้องปล่อยให้จิตอยู่เฉยๆ ให้มีอิสระตามสภาพของมัน เพียงแต่คอยกันจิตไว้ให้อยู่คนละทางกับอารมณ์เท่านั้น ถ้าไปสะกดจิตสะกดลมเข้าแล้วก็จะทำให้ร่างกายอึดอัดทำการงานไม่สะดวก อาจทำให้ปวดให้เมื่อยบ้าง ทำให้ขัดยอกบ้าง หรือทำให้มึนชาเป็นเหน็บก็ได้ ฉะนั้น จึงต้องปล่อยให้จิตอยู่โดยธรรมดาของมันเอง คอยระวังแต่ไม่ให้วอกแวกหรือยื่นออกไปในสัญญาอารมณ์ภายนอกอย่างเดียวเท่า นั้น

3. การกั้นจิตไม่ให้ยื่นออกไปหาสัญญา หรือกั้นสัญญาไม่ให้ยื่นเข้ามาถึงจิตนี้ก็เหมือนกับเราปิดประตูหน้าต่างบ้าน ของเรา ไม่ให้แมว สุนัขหรือผู้ร้ายเข้ามาในบ้าน ได้แก่ การปิดทวารทั้ง 6 เสีย คือ 1.จักขุทวาร รูปต่างๆ ที่รับจากทางตา 2.โสตทวาร เสียงทั้งหลายที่ได้ยินจากทางหู 3.ฆานทวาร กลิ่นทั้งหมดที่ได้รับจากทางจมูก 4.ชิวหาทวาร รสทุกชนิดที่ได้รับจากทางลิ้น 5.มโนทวาร อารมณ์ต่างๆ ที่กระทบทางใจ 6.กายทวาร สิ่งสัมผัสต่างๆ ที่กระทบทางกาย

สัญญาที่เกิดจากทวารทั้ง 6 นี้ ทั้งดีและไม่ดี ทั้งเก่าและใหม่ ต้องตัดทิ้งให้หมด

4.
“สัญญา” คือ ทูต หรือสื่อ แห่งความชั่วร้าย เพราะเป็นผู้นำมาแห่งความทุกข์เดือดร้อน ถ้าเราคบมันไว้ก็เท่ากับเราเป็นใจให้ผู้ร้ายมาปล้นบ้านของเราเอง ทรัพย์สมบัติของเรา ก็มีแต่จะพินาศหมดไปไม่มีอะไรเหลือติดตัว

5. นิวรณ์ต่างๆ เกิดจากสัญญา อดีตบ้าง อนาคตบ้าง ถ้าจะเปรียบก็จะเหมือนกับต้นหญ้าต่างๆ ที่ขึ้นอยู่ในนาหรือที่ดินของเรา มีแต่จะแย่งอาหารต้นไม้อื่นและทำให้พื้นดินรก หาประโยชน์อันใดมิได้ จะมีประโยชน์ก็แต่สัตว์ เช่น วัว ควาย ช้าง ม้า เคี้ยวกินเป็นอาหารนั้น เพราะเป็นธรรมชาติของมันจะต้องกิน ถ้าใครปล่อยให้ที่ดินของตนรกไปด้วยหญ้าแล้ว พืชผลที่เกิดจากที่ดินนั้นก็ย่อมงอกงามเจริญขึ้นมาไม่ได้ ฉันใดก็ดี ถ้าเราไม่มีสัญญาอารมณ์ออกจากใจแล้ว เราก็จะไม่สามารถทำดวงจิตของเราให้ผ่องใสบริสุทธิ์ได้

สัญญาเป็นอาหารของคนโง่ ที่เห็นว่าเป็นของเอร็ดอร่อย แต่นักปราชญ์บัณฑิตท่านจะไม่ยอมบริโภคเลย

6. นิวรณ์ 5 ที่เปรียบเหมือนกับต้นหญ้านั้นย่อมมีลักษณะอาหารต่างๆ กัน

กามฉันทะ ก็ได้แก่ใจที่กำหนัดยินดีและเพลิดเพลินไปในอารมณ์

พยาปาทะ ใจที่ไม่ชอบ มีโกรธ มีเกลียด มีชัง เป็นต้น

ถีน มิทธะ ใจที่เหงาหงอย ง่วงซึม หดหู่ ไม่เบิกบาน อุทธัจจกุกกุจจะ ใจที่หงุดหงิด ฟุ้งซ่าน รำคาญ วิจิกิจฉา ใจที่ลังเลสงสัยในศีลธรรมในข้อปฏิบัติของตน

ทั้งหมดนี้ “อุทธัจจกุกกุจจะ” ดูเหมือนจะเป็นหญ้าที่มีพิษร้ายแรงกว่าอย่างอื่นทั้งหมด เพราะมีทั้งหงุดหงิดฟุ้งซ่าน และรำคาญใจ เป็นหญ้าประเภทมีหนามและใบของมันก็คมด้วย ถ้าใครถูกเข้าก็ต้องมีพิษแปลบปลาบและแสบร้อนไปทั้งตัว

ฉะนั้น จงพากันทำลายมันเสีย อย่าให้มันมีขึ้นได้ในพื้นที่นาของเราเลย

7.
อานาปานสติภาวนา เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่พระพุทธเจ้าทรงวางไว้ให้เป็นหลักปฏิบัติ สำหรับขับไล่และปราบนิวรณ์ต่างๆ เหล่านี้ให้หมดสิ้นไป คือ การภาวนาที่ใช้สติกำหนดอยู่กับลมหายใจ

วิตก ได้แก่ การกำหนดลม

วิจาร ได้แก่ การขยายลม

วิตกวิจาร เป็น กาเย กายานุปัสสนาสติปัฏฐานด้วย คือ พิจารณาลมในกองธาตุ หรือพิจารณากายในกาย

วิตก เปรียบกับไถ วิจารเปรียบกับคราด ถ้าเราเพียงใช้ไถกับคราดบนที่นาของเราเสมอๆ แล้ว หญ้าทั้งหลายก็จะไม่เกิดขึ้นได้ พืชพันธุ์ที่หว่านไว้ก็จะเกิดผลงอกงามไพบูลย์ พื้นที่นาซึ่งเปรียบเหมือนกับร่างกายของเรา คือ ธาตุ 4 ก็สงบ ธาตุดินก็ไม่กำเริบ ธาตุน้ำก็ไม่เสีย ธาตุไฟก็ไม่อ่อน ธาตุลมก็ไม่กล้า ทุกๆ ธาตุก็ตั้งอยู่ปรกติ ไม่มีความยิ่งหย่อน มีความเสมอภาคกัน หมดทุกๆ ส่วน ร่างกายก็จะแข็งแรงสมบูรณ์ ไม่มีอาการเจ็บไข้ อากาศก็โล่ง ใจก็โปร่ง ปราศจากนิวรณ์

8. เมื่อเราปราบพื้นที่ของเราราบเรียบ แล้ว ต่อไปนี้พืชมหากุศล คือ พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณก็จะผุดขึ้นในดวงจิตดวงใจของเรา ยกจิตขึ้นสู่ลมหายใจ ก็จะเกิดความปีติ ความอิ่มใจ อิทธิบาท 4 คือ ฉันทะ ความรักความพอใจชอบใจในข้อปฏิบัติของตน วิริยะ ความพากเพียรบากบั่นไม่ทอดทิ้งในข้อปฏิบัติของตน วิมังสา ความพิจารณาใคร่ครวญในข้อปฏิบัติของตนก็ย่อมเจริญขึ้นเป็นลำดับ

อิทธิ บาทนี้เปรียบเหมือนกับขาตู้หรือขาโต๊ะ 4 ขาที่ยันไว้ให้วัตถุนั้นตั้งตรงไม่คลอนแคลน เป็นอำนาจอันหนึ่งที่จะพยุงตัวเราให้แข็งแรงและก้าวไปสู่ที่สูงได้

จะ เปรียบอีกอย่างหนึ่งก็เหมือนกับเครื่องยา 4 สิ่งที่ประกอบกันขึ้นแล้วก็กลายเป็นยาอายุวัฒนะอย่างวิเศษขนานหนึ่ง ซึ่งใครกินแล้วไม่ตาย มีอายุยืน ถ้าใครอยากตายก็ไม่ต้องกิน ถ้าใครไม่อยากตายก็กินให้มากๆ ยิ่งกินได้มาก โรคที่เกาะกินใจของเราก็จะหายเร็ว คือ กิเลสมันตาย ฉะนั้น ถ้าใครรู้ตัวว่าเป็นโรคมากก็ควรกินยาขนาดนี้เสีย

9. การตัดสัญญาต่างๆ ไม่ได้หมายความว่าให้เราตัดความคิด เราไม่ได้ตัดความคิดนึกให้หายไป เป็นแต่น้อมความนึกคิดมาใช้ในทางที่เป็นประโยชน์ เช่น มานึกตรวจตรองในข้อกัมมัฏฐานบทใดบทหนึ่ง ถ้าเราให้จิตของเราทำงานอย่างนี้ เราก็จะไม่มีทุกข์และไม่เกิดโทษขึ้นแก่ใจและตัวเราเอง

10. ปกติจิตของเราก็ทำงานอยู่เสมอ แต่งานนั้นไม่เป็นเรื่องเป็นราว เป็นเรื่องวุ่นวาย ยุ่งๆ เหลวไหล ไม่มีสารประโยชน์ เราจึงต้องหางานที่มีสารประโยชน์มาให้จิตทำ คือ หาเรื่องดีๆ ไม่มีโทษ เรื่องที่เราทำนี้คือ อานาปานสติ ได้แก่ การตั้งใจกำหนดจริงของเราเอง หรือกำหนดลมหายใจของเราเอง เราจะงดเว้นงานอื่นทั้งหมด ตั้งหน้าทำงานนี้อย่างเดียว นี่เป็นจุดมุ่งหมายของการทำสมาธิ

(เทศน์อบรมสมาธิ วันที่ 30 ก.ค. 2499)

ที่มา : Board palungjit

คำสอนและพรหลวงพ่อมหาพันธ์ สีลวิสุทโธ

(พระครูภาวนาวิสุทธิญาณ)

วัดป่าเนรมิตวิปัสสนา อ.ด่านซ้าย จ.เลย

เรื่องการทำทาน(คำสอนอันดับที่ 1)

การทำทาน คือ การเสียสละเป็นการชำระจิตใจผู้ให้โดยตรง การให้สิ่งของ ให้ความรู้ การให้เพื่ออนุเคราะห์ ให้เพื่อบูชาคุณ การให้จะได้บุญและเกิดประโยชน์ ต้องสละสิ่งที่ยึดมั่นถือมั่น มีเจตนาบริสุทธิ์ วัตถุบริสุทธิ์ บุคคลบริสุทธิ์ การให้อภัยซึ่งกันและกันถือเป็นทานสูงสุด ผู้มีใจผูกพันอยู่กับการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ทำทานการกุศลมามากในอดึตชาติ ก็จะรู้ได้ในปัจจุบันชาติมีความสมบูรณ์พูนสุขด้วยทรัพย์สินเงินทองพร้องบริวารสมบัติ ร่างกายแข็งแรงไม่เจ็บไข้ได้ป่วย อันนับเป็นลาภอันประเสริฐ…

การทำสมาธิภาวนา (คำสอนอันดับที่ 3)

การทำสมาธิภาวนา คือ การทำจิตใจให้สงบ พิจารณาเห็นสภาวะธรรมตามความเป็นจริง ย่อมพบกับความสุขอันสุขุม เกิดจากการกระทำอันปราศจากโทษ ฝึกตนให้เป็นคนมีศรัทธา ศีล จาคะ การเสียสละ ต้องมีเป้าหมายในชีวิต คิดทำแต่เรื่องที่ดีมีธรรมเป็นประทีปส่องทาง ผู้มีใจผูกพันอยู่กับการปฎิบัติธรรม ปฎิบัติมามากในอดีตชาติ ก็จะรู้ได้ในปัจจุบันชาติ คือ จะเป็นผู้มีปัญญาเฉลียวฉลาด ศึกษาและปฎิบัติธรรมเข้าใจง่ายและเจริญดีในบารมีธรรม ประสบความสำเร็จ เจริญมั่นคงสมบูรณ์พูนสุขในชีวิต

พรจากหลวงพ่อมหาพันธ์ สบาย…สบาย…

หลวงพ่อสอนเสมอว่า “คนเราพ้นทุกข์ได้เพราะเพียรทำความดี ความดีก็คือ บุญกุศล”

บุญ คือ ทางแห่งการกระทำความดี ได้แก่ บุญกิริยาวัตถุ 10

กุศล คือ การปฎิบัติดี ปฎิบัติชอบอันเป็นทางนำไปสู่ความสุข ความเจริญ ได้แก่ กุศลกรรมบท 10 ตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา และต้องประกอบด้วยมงคล 38 ประการ คือ “มนุษย์สมบัติ” แต่อย่างไรก็ตาม ก่อนอื่นใดทั้งสิ้น คนเราต้องมีธรรมขั้นพื้นฐานเป็นสมบัติประจำตัว คือการมีสติ ไม่ประมาทด้วยประการทั้งปวง การถือศีล 5 ให้มั่นคงสม่ำเสมอ ตลอดจนต้องมีศรัทธาและเชื่อในกฎแห่งกรรม ทำกรรมอันใดไว้ดีหรือชั่ว จักต้องเป็นผู้ได้รับผลแห่งกรรมนั้น เพราะฉะนั้นจงเพียรทำความดีก็จักพ้นทุกข์ได้

วัดเนรมิตวิปัสสนา ได้สรุปพรคำสอนของหลวงพ่อมหาพันธ์ ให้แก่ศิษยานุศิษย์ ตลอดจนพุทธศาสนิกชนทั่วไปที่เคารพศรัทธาในพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ….อธิษฐานวันนี้ได้ลำดับที่เท่าไร?  เก็บหลักธรรมที่ได้ไว้เป็นหลักประพฤติปฎิบัติตนในชีวิตประจำวัน เดือนหรือปีตามคำอธิษฐาน ก็จักเป็นประโยชน์แก่ตนเองและครอบครัว ผู้อื่นในสังคมอย่างมหาศาล ผู้มีธรรมเป็นเครื่องอยู่เครื่องอาศัย ย่อมมีพลังสติปัญญาในการแก้ไขปัญหา ต่อสู้วิกฤติให้ผ่านพ้นอุปสรรคและภัยพิบัตินานานับประการได้ จึงจักพบความสุข ความสงบที่แท้จริงในชีวิต โชค ลาภสักการะ อำนาจ วาสนาบารมีเป็นเพียงผลพลอยได้ ตามเหตุปัจจัย ไม่ควรยินดีจนเกินไป

       กุศลกรรมบท 10 ได้แก่

       1. ไม่ปลงชีวิต

       2. ไม่ลักทรัพย์

       3. ไม่ประพฤติผิดในกาม

       4. ไม่พูดเท็จ

       5. ไม่พูดส่อเสียด

       6. ไม่พูดคำหยาบ

       7. ไม่พุดเพ้อเจ้อ

       8. ไม่คิดเพ่งเล็งอยากได้ของเขา

       9. ไม่คิดทำร้ายผู้อื่น

      10. ไม่เห็นผิดจากคลองธรรม

       บุญกิริยาวัตถุ 10 ได้แก่

       1. ให้ปันสิ่งของ

       2. รักษาศีล

       3. เจริญเมตตาภาวนา

       4. ประพฤติอ่อนน้อม

       5. ช่วยเหลือขวนขวายรับใช้

       6. เฉลี่ยส่วนความดี

       7. ยินดีในความดีของผู้อื่น

       8. ฟังธรรมหาความรู้

       9. สั่งสอนธรรม

      10. ทำความเห็นให้ตรง

ทาน – ศีล – ภาวนา

(หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต)

ทาน คือ เครื่องแสดงน้ำใจของมนุษย์ผู้มีจิตใจสูง มีเมตตาจิตต่อเพื่อนมนุษย์และสัตว์ด้วยการให้การเสียสละแบ่งปัน มากน้อยตามกำลังของวัตถุเครื่องสังเคราะห์ที่มีอยู่ จะเป็นวัตถุทาน ธรรมทาน หรือวิทยาทานเพื่อสงเคราะห์ผู้อื่นโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใด ๆ นอกจากกุศล คือ ความดีที่ได้จากทานนั้นเป็นสิ่งที่ตอบแทนที่เจ้าของทานได้รับอยู่โดยดีเท่านั้น

      อภัยทานควรให้แก่กัน เมื่ออีกฝ่ายหนึ่งผิดพลาดหรือล่วงเกิน คนมีทานย่อมเป็นผู้สง่าผ่าเผยและเด่นในปวงชน เป็นที่เคารพรักในหมู่ชนจะตกอยู่ทิศใดย่อมไม่อดอยากขาดแคลน จะมีสิ่งหรือผู้อุปถัมภ์จนได้ ไม่อับจนทนทุกข์ ผู้มีทานประดับตนย่อมไม่เป็นคนล้าสมัย บุคคลทุกชั้นไม่รังเกียจ ผู้มีทานย่อมเป็นผู้อบอุ่น หนุนโลกให้ชุ่มเย็น การเสียสละจึงเป็นเครื่องค้ำจุนหนุนโลก การสงเคราะห์กันทำให้โลกมีความหมายตลอดไป ไม่เป็นโลกที่ไร้ชาติขาดกระเจิงเหลือแต่ซากแผ่นดินไม่แห้งแล้งแข่งกับทุกข์ตลอดไป

 

ศีล คือ รั้วกั้นความเบียดเบียนและทำลายสมบัติร่างกายและจิตใจของกันและกัน ศีล คือ พิชแห่งความดีอันยอดเยี่ยมที่ควรมีประจำชาติมนุษย์ไม่ปล่อยให้สูญหายไป เพราะมนุษย์ไม่มีศีลเป็นรั้วกั้นเป็นเครื่องประดับตัวจะไม่มีที่ให้ซุกหัวนอนหลับสนิทได้โดยปลอดภัย แม้โลกเจริญด้วยวัตถุมีค่ามากกว่าศีลธรรม ศีลธรรมเป็นเพียงสมบัติมนุษย์

      พระพุทธเจ้าผู้ค้นพบและนำมาประดับโลกที่กำลังมืดมิดให้สว่างไสวร่มเย็นด้วยอำนาจศีลธรรม เป็นเครื่องปัดเป่าความคิดของมนุษย์ผู้มีกิเลส ผลิตอะไรออกมาทำให้โลกร้อนจะบรรลัยอยู่แล้ว ยิ่งปล่อยให้ความคิดตามอำนาจโดยไม่มีศีลธรรมช่วยเป็นยาชะโลมไว้บ้าง จะผลิตยักษ์ใหญ่ทรงพิษขึ้นมากว้านกินมนุษย์จนไม่มีอะไรเหลืออยู่บ้างเลย

      ความคิดของคนสิ้นกิเลสที่ทรงคุณค่าอย่างสูง คือ พระพุทธเจ้า มีผลให้โลกได้รับความร่มเย็นซาบซึ้ง กับความคิดที่เป็นกิเลสมีผลให้ตนเองและผู้อื่นได้รับความเดือดร้อนจนคาดไม่ถึง ผิดกันอยู่มาก ควรหาทางแก้ไข ผ่อนหนักให้เบาลงบ้างก่อนจะหมดทางแก้ไข ศีลจึงเป็นเหมือนยาปราบโรคระบาดและเรื้อรัง

 

ภาวนา คือ การอบรมใจให้ฉลาดเที่ยงตรงต่อเหตุผลอรรถะธรรม รู้จักวิธีปฏิบัติต่อตัวเองและสิ่งทั้งหลาย ยึดการภาวนาเป็นรั้วกั้นความคิดฟุ้งของใจให้อยู่ในเหตุผลอันจะเป็นทางแห่งความสงบสุข ใจที่ยังมิได้รับการอบรมภาวนาจึงเปรียบเหมือนสัตว์ที่ยังมิได้รับการฝึกหัด ยังมิได้รับประโยชน์จากมันเท่าที่ควร จำต้องฝึกหัดให้ทำประโยชน์จึงจะได้รับประโยชน์ตามควร

      ใจจึงควรได้รับการอบรมให้รู้เรื่องของตัว จะเป็นผู้ควรแก่การงานทั้งหลาย ทั้งส่วนเล็ก ส่วนใหญ่ ภายนอกภายใน ผู้มีภาวนาเป็นหลักใจจะทำอะไรชอบใช้ความคิดอ่านเสมอ ไม่เสี่ยงและไม่เกิดความเสียหายแก่ตนและผู้เกี่ยวข้อง การภาวนาจึงเป็นงานเพื่อผลในปัจจุบันและอนาคต การงานทุกชนิดที่ทำด้วยใจของผู้มีภาวนาจะสำเร็จลงด้วยความเรียบร้อย ทำด้วยความใคร่ครวญ เล็งถึงประโยชน์ที่จะได้รับ เป็นผู้มีหลักมีเหตุผล ถือหลักความถูกต้องเป็นเข็มทิศทางเดินของ กาย-วาจา-ใจ ไม่เปิดช่องให้ความอยากดั้งเดิมเป็นไปตามอำนาจของกิเลสตัณหา ซึ่งไม่เคยสนใจต่อความผิด-ถูก-ชั่ว-ดี พาเราเสียไปจนนับไม่ถ้วนประมาณไม่ถูก จะเอาโทษมันก็ไม่ได้ ยอมให้เสียไปอย่างน่าเสียดาย ถ้าไม่มีสติระลึกบ้างเลยแล้วของเก่าก็เสียไปของใหม่ก็พลอยจมไปด้วย ไม่มีวันฟื้นคืนตัวได้ ฉะนั้น การภาวนาจึงเป็นเครื่องหักล้างความไม่มีเหตุผลของตนได้ดี วิธีภาวนานั้นลำบากอยู่บ้างเพระาเป็นวิธีบังคับใจ

 

      วิธีภาวนา ก็คือ วิธีสังเกตตัวเอง สังเกตจิตที่มีนิสัยหลุกหลิก ไม่อยู่เป็นปกติสุข ด้วยมีสติตามระลึกรู้ความเคลื่อนไหวของจิต โดยมีธรรมบทใดบทหนึ่งเป็นคำบริกรรมเพื่อเป็นยารักษาจิตให้ทรงตัวอยู่ได้ด้วยความสงบสุขใจขณะภาวนา ที่ให้ผลดีก็มี อานาปานสติ คือ กำหนดจิตตามลมหายใจเข้าออกด้วยคำภาวนา พุท โธ พยายามบังคับใจให้อยู่กับอารมณ์แห่งธรรมบทที่นำมาบริกรรมขณะภาวนา พยายามทำอย่างนี้เสมอด้วยความไม่ลดละ ความเพียร จิตที่เคยทำบาปหาบทุกข์อยู่เสมอจะค่อยรู้สึกตัวและปล่อยวางไปเป็นลำดับ มีความสนใจหนักแน่นในหน้าที่ของตนเป็นประจำ จิตที่สงบตัวลงเป็นสมาธิเป็นจิตที่มีความสุขเย็นใจมากและจำไม่ลืม ปลุกใจให้ตื่นตัวและตื่นใจได้อย่างน่าประหลาด

      เมื่อพูดถึงการภาวนา บางท่านรู้สึกเหงาหงอยน้อยใจว่าตนมีวาสนาน้อยทำไม่ไหว เพระากิจการยุ่งยากทั้งภายในบ้านและนอกบ้านตลอดงานสังคมทำให้ไม่อยากทำประโยชน์ที่ควรได้จึงเลยผ่านไป ควรพยายามแก้ไขเสียบัดนี้ แท้จริงการภาวนา คือ วิธีแก้ความยุ่งยากลำบากใจทุกประเภทที่เป็นภาระหนักให้เบาและหมดสิ้นไปได้ อุบายมาแก้ไขไล่ทุกข์ออกจากตัว การอบรมใจด้วยการภาวนาก็เป็นวิธีหนึ่แห่งการรักษาตัวเป็นวิธีที่เกี่ยวข้องกับจิตใจผู้เป็นหัวหน้างานทุกด้าน

 

      จิต จำเป็นต้องเป็นตัวการรับภาระแบกหามโดยไม่คำนึงถึงความหนักหนาว่าชนิดใดพอยกไหวไหม จิตต้องรับภาระทันที ดี-ชั่ว-ผิด-ถูก-หนัก-เบา-เศร้าโศกเพียงใด บางเรื่องแทบเอาชีวิตไปด้วย ขณะนั้นจิตใจยังกล้าเอาตัวเข้าเสี่ยงแบกหามจนได้ มิหน่ำซ้ำยังหอบเอามาคิดเป็นการบ้านอีกจนนอนไม่หลับ รับประทานไม่ได้ก็มี คำว่าหนักเกินไปยกไม่ไหว เกินกำลังจะคิดและต้านทานนั้นไม่มี

 

      งานทางกาย ยังมีเวลาพักผ่อนนอนหลับและยังไม่รู้ประมาณว่าควรหรือไม่ควรแก่กำลังของตนเพียงใด ส่วนงานทางใจไม่มีเวลาได้พักผ่อนเอาเลย พักได้เล้กน้อยขณะนอนหลับเท่านั้น แม้เช่นนั้นจิตยังอุตส่าห์ทำงานด้วยการละเมอเพ้อฝันต่อไปอีก ไม่รู้จักประมาณว่าเรื่องต่าง ๆ นั้นควรแก่กำลังของใจเพียงใด เมื่ออะไรเกิดขึ้นทราบแต่ว่าทุกข์เหลือทน ไม่ทราบว่าทุกข์เพระางานหนักและเรื่องเผ็ดร้อนเหลือกำลังจะสู้ไหว ใจคือนักต่อสู้ ดีก็สู้ ชั่วก็สู้ สู้จนไม่รู้จักหยุดยั้งไตร่ตรอง สู้จนไม่รู้จักตาย หากปล่อยไปโดยไม่มีธรรมเป็นเครื่องยับยั้งคงไม่ได้รับความสุขแม้จะมีสมบัติก่ายกอง

 

      ธรรม เป็นเครื่องปกครองสมบัติและปกครองใจ ถ้าขาดธรรมเพียงอย่างเดียวความอยากของใจจะพยายามหาทรัพย์ได้กองเท่าภูเขาก็ยังหาความสุขไม่เจอ ไม่มีธรรมในใจเพียงอย่างเดียวจะอยู่ในโลกใด กองสมบัติใด ก็เป็นเพียงโลกเศษเดนและกองสมบัติเดนเท่านั้น ไม่มีประโยชน์อะไรแก่จิตใจแม้แต่นิด ความทุกข์ทรมาน ความอดทนทนทานต่อสิ่งกระทบกระทั้งต่าง ๆ ไม่มีอะไรจะแข็งแกร่งเท่าใจ ถ้าได้รับความช่วยเหลือที่ถูกทางใจจะกลายเป็นของประเสริฐให้เจ้าของได้ชมอย่างภูมิใจต่อเรื่องทั้งหลายทันที

 

      จิตเป็นสมบัติสำคัญมากในตัวเราที่ควรได้รับการเหลียวแลด้วยวิธีเก็บรักษาให้ดี ควรสนใจรับผิดชอบต่อจิตอันเป็นสมบัติที่มีค่ายิ่งของตน วิธีที่ควรใช้กับจิตโดยเฉพาะก้คือ ภาวนา ฝึกหัดภาวนาในโอกาสอันควร ตรวจดูจิตว่ามีอะไรบกพร่องเสียไป จะได้ซ่อมสุขภาพจิตคือ นั่งพินิจพิจารณาดูสังขารภายใน คือ ความคิดปรุงแต่งของจิตว่าคิดอะไรบ้างในวันและเวลาที่นั่ง ๆ มีสาระประโยชน์ไหม คิดแส่หาเรื่องหาโทษ ขนทุกข์มาเผาตนอยู่นั้น พอรู้ผิด-ถูก ของตัวเองบ้างไหม

 

      พิจารณาสังขารภายนอกว่ามีความเจริญขึ้นหรือเจริญลง สังขาร ร่างกายมีอะไรใหม่ หรือมีความเก่าแก่ชราหลุดไป พยายามเตรียมตัวเตรียมใจเสียแต่เวลาที่พอจะทำได้ ตายแล้วจะเสียการ ให้ท่องอยู่ในใจเสมอว่าเรามีความแก่-เจ็บ-ตายอยู่ประจำตัวทั่วหน้ากัน ป่าช้าอันเป็นที่เผาศพภายนอก และป่าช้าที่ฝั่งศพภายในคือตัวเราเองเป็นป่าช้าร้อยแปดพันเก้าแห่งศพที่นำมาฝังหรือบรรจุ จะอยู่ในตัวเราตลอดเวลาทั้งศพเก่าศพใหม่ทุกวัน

 

      พิจารณาธรรมสังเวช พิจารณาความตายเป็นอารมณ์  ย่อมมีทางถอดถอน ความเผลอเย่อหยิ่งในชีวิตและวิทยฐานะต่าง ๆ ออกได้จะเห็นโทษแห่งความบกพร่องของตัวเอง และพยายามแก้ไขได้เป็นลำดับ มากกว่าจะไปเห็นโทษของคนอื่นแล้วมานินทาเขา ซึ่งเป็นความไม่ดีใส่ตน

 

      นี่คือการภาวนา คือวิธีเตือนตน สั่งสอนตน ตรวจตราดูความบกพร่องของตนว่าควรแก้ไขจุดใด ตรงไหนบ้าง ใช้ความพิจารณาอยู่ทำนองนี้เรื่อย ๆ ด้วยวิธีสมาธิภาวนาบ้าง ด้วยการรำพึงในอิริยาบทต่าง ๆ บ้าง ใจจะสงบเย็นไม่ลำพองผยองตัวและความทุกข์มาเผาลนตัวเอง เป็นผู้รู้จักประมาณในหน้าที่การงานที่พอเหมาะพอดีแก่ตัวทั้งทางกายและทางใจ ไม่ลืมตัวมั่วสุมในสิ่งที่เป็นหายนะต่าง ๆ คุณสมบัติของผู้ภาวนานี้มีมากมายไม่อาจพิจารณาให้จบสิ้นได้

 

      ทาน-ศีล-ภาวนา ธรรมทั้ง ๓ นี้ เป็นรากแก้วของความเป็นมนุษย์และเป็นรากเหง้าของพระศาสนา ผู้เกิดมาเป็นมนุษย์ต้องเป็นผู้เคยสั่งสมธรรมเหล่านี้มาอยู่ในนิสัยของผู้จะมาสวมร่างเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ด้วยมนุษย์สมบัติอย่างแท้จริง

วิธีปฏิบัติของผู้เล่าเรียนมาก

พระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ

วัดป่าสุทธาวาส จ.สกลนคร

ผู้ได้ศึกษาเล่าเรียนคัมภีร์วินัยมาก มีอุบายมากเป็น ปริยายกว้างขวาง ครั้นมาปฏิบัติทางจิต จิตไม่ค่อยจะรวมง่าย ฉะนั้นต้องให้เข้าใจว่าความรู้ที่ได้ศึกษามาแล้วต้องเก็บใส่ตู้ใส่หีบไว้เสียก่อน ต้องมาหัดผู้รู้คือจิตนี้ หัดสติให้เป็นมหาสติ หัดปัญญาให้เป็นมหาปัญญา กำหนดรู้เท่ามหาสมบัติ-มหานิยม อันเอาออกไปตั้งไว้ว่าอันนั้นเป็นอันนั้น เป็นวันคืนเดือนปี เป็นดินฟ้า อากาศกลางหาว ดาวนักขัตฤกษ์สารพัดสิ่งทั้งปวง อันเจ้าสังขารคืออาการจิต หากออกไปตั้งไว้บัญญัติไว้ว่าเขาเป็นนั้นเป็นนี้ จนรู้เท่าแล้ว เรียกว่า กำหนดทุกข์ สมุทัย

เมื่อทำให้มาก-เจริญให้มาก รู้เท่าเอาทันแล้ว จิตก็จะรวมลงได้ เมื่อกำหนดอยู่ก็ชื่อว่าเจริญมรรค หากมรรคพอแล้ว นิโรธ ก็ไม่ต้องกล่าวถึง หากจะปรากฏชัดแก่ผู้ปฏิบัติเอง เพราะศีลก็มีอยู่ สมาธิก็มีอยู่ ปัญญาก็มีอยู่ในกาย วาจา จิต นี้ที่เรียกว่าอกาลิโก ของมีอยู่ทุกเมื่อ โอปนยิโก เมื่อผู้ปฏิบัติมาพิจารณาของที่มีอยู่ ปจฺจตฺตํ จึงจะรู้เฉพาะตัว คือ มาพิจารณากายอันนี้ให้เป็นของอสุภะเปื่อยเน่า แตกพังลงไป ตามสภาพความเจริญของภูตธาตุ ปุเพสุ ภูเตสุ ธมฺเมสุ ในธรรมอันมีมาแต่เก่าก่อนสว่างโร่อยู่ทั้งกลางวันและ กลางคืน

ผู้มาปฏิบัติพิจารณา พึงรู้อุปมารูปเปรียบดังนี้ อันบุคคลผู้ทำนาก็ต้องทำลงไปในแผ่นดิน ลุยตมลุย โคลนตากแดดกรำฝน จึงจะเห็นข้าวเปลือก ข้าวสาร ข้าวสุกมาได้และได้บริโภคอิ่มสบาย ก็ล้วนทำมาจากของมีอยู่ทั้งสิ้นฉันใด ผู้ปฏิบัติก็ฉันนั้น เพราะศีล สมาธิ ปัญญา ก็อยู่ใน กาย วาจา จิต ของ ทุกคนฯ

(ธรรมเทศนาในปัจฉิมสมัยของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระซึ่ง พระภิกษุทองคำ ญาโณภาโส และ พระภิกษุวัน อุตตโม จดบันทึกไว้)

 

คำสอนที่องค์หลวงปู่มั่นเคยพูดอยู่เสมอ

….ท่านทั้งหลายจงอย่าทำตัวเป็นตัวบุ้งตัวหนอนคอยกัดแทะกระดาษแห่งคัมภีร์ใบลานเปล่าๆ โดยไม่สนใจพิจารณาสัจธรรมอันประเสริฐที่มีอยู่กับตัว แต่มัวไปยึดธรรมที่ศึกษามาถ่ายเดียว ซึ่งเป็นสมบัติของพระพุทธเจ้ามาเป็นสมบัติของตนด้วยความเข้าใจผิดว่าตนเรียนรู้และฉลาดพอตัวแล้ว ทั้งที่กิเลสยังกองเต็มหัวใจยิ่งกว่าภูเขาไฟมิได้ลดน้อยลงบ้างเลย จงพากันมีสติคอยระวังตัว อย่าให้เป็นคนประเภทใบลานเปล่าๆ เรียนเปล่าและตายทิ้งเปล่า ไม่มีธรรมอันเป็นสมบัติของตัวอย่างแท้จริงติดตัวบ้างเลย

Newer Posts »